Sunday, June 28, 2015

แคธอลิก กับโรตารี

ความขัดแย้งครั้งหนึ่งในโรตารี

ปัญหาคงเกิดขึ้นในสเปนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑ บิชชอบประกาศว่าโรตารีเป็นองค์กรซาตาน โบสถ์วิจารณ์และประนามโรตารีว่าแสดงออกซึ่งแนวความคิดด้านการใช้ชีวิตเพื่อการบำเพ็ญประโยชน์โดยไม่ยึดคำสอนจากโบสถ์  ความจริงก็คือโบสถ์ฝังใจว่าโรตารีคือองค์กรลับที่มีความเกี่ยวข้องลัทธิทางศาสนาด้วย  แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอย่างไรวาติกันเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้โดยออกคำสั่งว่า "มันเป็นการไม่บังควร" ที่พระในคริสต์นิกายแคธอลิกจะมีส่วนร่วมกับโรตารีไม่ว่าจะเป็นการร่วมเป็นสมาชิกหรือแขกรับเชิญ  คำสั่งนี้ได้สร้างความหวั่นไหวแก่ชาวแคธอลิกที่เป็นสมาชิกโรตารีอยู่ รวมทั้งประธานโรตารีสากลทอม ซัตตัน เสียงวิพากษ์วิจารณ์และถ้อยคำเหยียดหยามเกิดขึ้นตลอดในหนังสือพิมพ์ชาวแคธอลิก  ซัตตันพยายามที่จะทำความเข้าใจผ่านรัฐมนตรีต่างประเทศของนครวาติกันแต่ก็ไร้ผล  บทความต่อต้านโรตารียังคงมีอยู่ตลอด  ต่อมาข้อมูลเท็จต่าง ๆ ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่จริง จนกระทั่งกระแสต่อต้านจากวาติกันถูกเปลี่ยนกลับในปี พ.ศ.๒๔๗๖ และพระแคธอลิกได้รับอนุญาตให้ใช้วิจารณญานของตนเองในการร่วมกิจกรรมกับโรตารี  กระนั้นก็ตาม ผลที่ตามมาจากการทัศนคติของโบสถ์ที่เป็นอยู่ ก็คือพัฒนาการขององค์กรโรตารีในประเทศที่เป็นแคธิลิกก็ค่อย ๆ ลดลง เช่นที่ไอร์แลนด์

สันติภาพที่ไม่ราบรื่นยังคงมีอยู่จนมาถึงปี พ.ศ.๒๔๙๔ เมื่อวาติกันออกคำสั่งอีกครั้งว่าพระในแคธอริกไม่ควรร่วมโรตารีและควรระมัดระวังความน่าเคลือบแครงและพยายามปลุกปั่นของโรตารี  แต่เวลานั้นโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว คำสั่งดังกล่าวจึงสร้างความขุ่นเคือง ในจำนวนนี้มีประธานโรตารีสากลอาร์เธอร์ แลคเคอร์ซ์ และยิ่งกว่านั้นเจ้าคณะบาทหลวงแคธอลิกแห่งฟอร์ทเวน รัฐอินเดียนนาที่เป็นโรแทเรียนด้วยก็แสดงความไม่พอใจต่อคำสั่งถึงกับกล่าวว่า นั่นเป็นคำสั่งที่ "ไม่สามารถเข้าใจได้"  ไม่นานนักวาติกันเพิ่มตอบรับความไม่พอใจนี้ และตอนสิ้นทศวรรษ ค.ศ.๑๙๕๐ นั้นเอง สมาคมสัจธรรมแคธอริกจึงออกมาประกาศว่าโรตารีนั้นไม่ใช่ทั้งขบวนการที่มีความเคลือบแครงหรือปลุกปั่น  ความสัมพันธ์ระหว่างโบสถ์กับโรตารีจึงค่อย ๆ เริ่มเป็นมิตรมากขึ้น  ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ โป๊ปพีอุสที่ ๖ ได้แสดงปาฐกถาแก่โรแทเรียนในอิตาลีและ ปี พ.ศ.๒๕๒๒ โป๊ปจอห์น พอล ที่ ๒ ได้แสดงปฐกถาที่ประชุมใหญ่โรตารีสากล ณ กรุงโรม เชิดชูโครงการเพื่อมนุษยธรรมของโรตารีที่มีอยู่มากมาย  ต่อมาโป๊ปจอห์น พอลที่ ๒ ได้รับเข็มพอลแฮร์รีสเฟลโลว์ และรางวัลสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างกันในโลกจากโรตารี

ล่าสุด ก่อนรับตำแหน่งสังฆราชในศาสนาคริสต์ของโป๊ป ฟราสซิส ในตอนที่ยังเป็นพระคาร์ดินัลจอร์จ เบอร์กอกลิโอ ท่านได้เข้ารับการประดับเข็มเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์สโมสรโรตารีบัวโนส ไอเรส.


Catholicism and Rotary

The problem seems to have started in Spain in 1928 when a bishop laid charges that Rotary was nothing but a new Satanic organization. The church also criticized and condemned Rotary for showing a concept of life of service without reference to church teaching. Indeed, it seems that the church believed it was a secret society with quasi-religious overtones. For whatever reason, the Vatican took up the reins and in 1929 it issued a decree that “it is not expedient” for Catholic priest to participate in Rotary either as members or guest. This decree and its application was worrisome to many Catholics in Rotary not the least of which was then RI President Tom Sutton who was himself a Catholic.Critical and at times disparaging articles regularly appeared in Catholic newspapers. Sutton’s attempts to convince the Secretary of State at the Vatican were fruitless and the anti-Rotary articles continued to be published.

The factual errors were shown to be false and by 1933 there was a mood swing in the Vatican. Priests were now allowed to use their discretion about attending or even joining Rotary. Nevertheless, one of the results of the church attitude was a slow development of Rotary in predominantly Catholic countries such as Ireland.
The uneasy peace continued until 1951 when yet another Vatican decree warned Priests that they should not join Rotary and that the faithful should be aware of seditious and suspected organizations.
But the world was changing and the decree caused an immediate angry response among others, from the then-Catholic and RI President Arthur Laqueux, and even from the Rotarian, Catholic Bishop of Fort Wayne Indiana who publicly declared the decree “quite incomprehensible.”
Fairly soon, the Vatican begin to react and by the end of the decade, the Catholic Truth Society was able to declare that Rotary is neither secret nor seditious. Gradually there was a thaw in the relationship between the church and Rotary. In 1970 Pope Pius VI addressed Rotarians in Italy and in 1979 Pope John Paul II spoke at the Rotary International convention in Rome praising many of Rotary’s humanitarian programs. Later, Pope John Paul II accepted a Paul Harris Fellowship and a World Understanding and Peace award from Rotary.
Finally, before becoming Pope Francis, then-Cardinal Jorge Bergoglio accepted an honorary membership in the Rotary Club of Buenos Aires.
Source: Rotary Club of Eureka, http://rotary1.org/10-catholicism-and-rotary/ 


Thursday, June 25, 2015

รวมผู้นำ ร่วมคิด ลงมือทำ


คำพูดกับภาพลักษณ์โรตารี
ขอถามอีกครั้งว่า หากมีคนถามท่านว่าโรตารีคืออะไร ท่านจะตอบว่าอย่างไร
นานมาแล้วที่เราอธิบายความหมายขององค์กรโรตารีว่าเป็นองค์กรที่มีสมาชิก ๑.๒ ล้านคน ในจำนวน ๓๔๐๐๐ สโมสร กระจายอยู่ในมากกว่า ๒๐๐ ประเทศและอาณาเขตภูมิศาสตร์  เป็นตัวเลขที่ฟังดูน่าศรัทธาอย่างแน่นอน แต่แค่นี้ยังไม่ใช่ทั้งหมดของโรตารี  เพราะบางเรื่องในโรตารีบอกเป็นตัวเลขไม่ได้ โดยเฉพาะสิ่งที่เราเรียกว่าแก่นแท้ของความเป็นโรตารี และจุดนี้ใช่หรือไม่ที่จุดติดความอยากรู้อยากเห็นเพ่ิมเติม และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยากมามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา
ด้วยเหตุนี้โรตารีสากลจึงทำการสำรวจเจาะลึกทั่วโลกเพื่อค้นหาว่าผู้คนชื่นชมโรตารีเรื่องอะไร  คำตอบที่ได้ทำให้เราได้ชุดคำพูดที่จะใช้อธิบายโรตารีได้อย่างเหมาะสม โดยเพ่งไปในสามประเด็นหลักที่โรตารีมีแตกต่างจากที่อื่น นั่นคือ (รวมผู้นำ ร่วมคิด ลงมือทำ)*
  • รวมผู้นำ จากทุกแห่งหนทั่วโลก จากทุกวัฒนธรรม และวิชาชีพ
  • ร่วมคิด และแลกเปลี่ยนทัศนคติ ความเชี่ยวชาญ และมุมมองที่หลากหลาย เพื่อเสนอหนทางแก้ปัญหายาก ๆ ให้กับชุมชนต่าง ๆ ในโลกนี้
  • ลงมือทำ  เพื่อนำความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับชุมชนต่าง ๆ ในโลก
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จะเล่าให้คนอื่นฟัง แต่มันเป็นวิธีใหม่ในการเล่าเรื่องของโรตารี เป็นวิธีการที่มุ่งตอบความคาดหวังหลักสองประการของคนที่อยากมาร่วมงานกับโรตารี  นั่นคือมาเพื่อมิตรภาพ และเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแก่ชุมชน.
เมื่อท่านแสดงความรักศรัทธาต่อโรตารี คุณก็ได้แสดงพลังที่จะเปลี่ยนคนที่ไม่รู้จักโรตารีให้อยากเป็นอาสาสมัคร  เปลี่ยนใจเพื่อนให้อยากบริจาคเงิน และเปลี่ยนคนในบ้านให้เป็นโรแทเรียนได้.
ฉะนั้นต่อไปหากมีใครถามท่านว่า "โรตารีคืออะไร"  ขอให้ท่านจงมีคำพูดที่่ทรงอิทธิพลในการโน้มน้าวและพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจนว่า "ในโรตารี ผม/ดิฉันมีเพื่อน หุ้นส่วน และที่ปรึกษาที่อาศัยอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่พร้อมจะช่วยผม/ดิฉัน ให้เปลี่ยนโลกนี้ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น"

คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ภาค 3350 พร้อมให้คำแนะนำ ความช่วยเหลือทุกสโมสรในการนำวิธีการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับรูปแบบที่แนะนำโดยโรตารีสากล  กรูณาติดต่อเราหากท่านต้องการความช่วยเหลือใด ๆ รวมถึงปัญหาการสมัครและใช้งาน My Rotary
อีเมล      pr3350@gmail.com
เว็บไซท์  www.rotary3350.org
* เป็นคำภาษาไทยที่ นย.อัยมัญช์ ไอยรากุลวัฒน์ (สร. อ่างทอง) ผู้เชี่ยวชาญการประชาสัมพันธ์  ช่วยกรุณาคิดสร้างสรรค์ให้

STRENGTHENING ROTARY'S IMAGE THROUGH WORDS
How will you answer the question: What is Rotary? 
For years, we described Rotary by the numbers: 1,220,115 members in 34,558 clubs in 200 countries and regions. Impressive figures, for sure, but they only tell part of our story. What numbers can't convey is the essence of Rotary –- what sets us apart and inspires people to get involved.
So we interviewed members around the world to discover why they're passionate about Rotary. What we found was a new way of talking about Rotary that focuses on three core ideas. Through Rotary, you can:
  • Join leaders from all continents, cultures, and occupations
  • Exchange ideas, bringing our expertise and diverse perspectives to help solve some of the world's toughest problems
  • Take action to bring lasting change to communities around the world
It's not a new story but it is a new way of telling our story, one that conveys the top two reasons people join Rotary: for friendship and to make a difference in their communities.
When you share your passion for Rotary, you have the power to change a stranger into a volunteer, a colleague into a donor, and a family member into a Rotarian.
So the next time someone asks you, What is Rotary? you have a clear and compelling answer: "Through Rotary, I have a friend, partner, and adviser in communities around the world who are helping me make a difference."

The District 3350 PR Committee will be more than willing to provide assistance and guidelines for club who seek effective PR tools and materials which will be in accordance with Rotary International recommendation.  Please contact us for further assistance.  We are also giving advice on My Rotary.


Thursday, May 21, 2015

แนะนำบุคคลสำคัญในที่ประชุม


การแนะนำบุคคลสำคัญในการประชุมต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการประชุมแบบพิธีการหรือไม่ก็ตาม หากมีผู้เข้าร่วม ที่เป็นแขกผู้มีเกียรติวิทยากร ผู้บรรยาย ผู้อภิปราย ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นต้น จะต้องมีการแนะนำบุคคลเหล่านี้ต่อผู้เข้าร่วมประชุมอื่น ๆ ก่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้จักและความสนใจในเบื้องต้นให้แก่ผู้ฟัง เพื่อทราบรายละเอียดว่าบุคคลผู้นั้นเป็นใคร มาจากไหน มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญทางด้านใด ทราบซึ่งจะเป็นหน้าที่ของพิธีกร โฆษก หรือผู้ดำเนินรายการประชุมในครั้งนั้น ๆ และมีหลักในการแนะนำที่ควรรู้ ดังนี้

1. ต้องแนะนำใคร
บุคคลที่นักประชาสัมพันธ์ต้องแนะนำ ได้แก่ ผู้กล่าวรายงาน ประธานในพิธี ผู้กล่าวต้อนรับ ผู้กล่าวคำปราศรัย ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีความเด่น ความสำคัญอยู่ในตัวแล้ว ดังนั้นจึงสามารถแนะนำแต่เพียงชื่อและตำแหน่ง
นอกจากนี้ ประธานในที่ประชุมของหน่วยงาน ประธานการเสนอผลงานวิจัย ประธานการเสนอผลการอภิปรายกลุ่มย่อย ล้วนเลือกมาจากบุคคลสำคัญและผู้ทรงคุณวุฒิที่รู้จักกันดีในวงการเช่นกัน และท่านเหล่านี้ทำหน้าที่ดำเนินการประชุมมิใช่เป็นวิทยากร ฉะนั้นจึงมักจะแนะนำเฉพาะชื่อและตำแหน่งเท่านั้น
ฉะนั้น จะมีเพียงผู้บรรยายสรุป องค์ปาฐก และผู้ดำเนินการอภิปรายเท่านั้น ที่ต้องแนะนำทั้งชื่อ ตำแหน่ง ประวัติ และผลงาน (บุญศรี ปราบณศักดิ์, 2538, หน้า 112)
2. แนะนำทำไม
การแนะนำบุคคลมีจุดมุ่งหมายในการให้รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลนั้น เพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิด ความสนใจ และเลื่อมใสศรัทธาในบุคคลที่ได้รับการแนะนำ ขณะเดียวกันการแนะนำยังสร้างความมั่นใจ กำลังใจ และภาคภูมิใจในตัวบุคคลผู้ถูกแนะนำ (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2543, หน้า 146)
อาจกล่าวได้ว่า การแนะนำบุคคลมีจุดประสงค์เช่นเดียวกับการแนะนำให้บุคคลรู้จักกันในวงสังคม เป็นการชักนำให้ผู้พูดและผู้ฟังใกล้ชิดกัน พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศความอบอุ่น ความเป็นมิตรให้แน่นแฟ้นขึ้น กล่าวโดยสรุป การแนะนำจึงทำให้ผู้พูดอยากพูด และผู้ฟังอยากฟัง
3. แนะนำอะไร

 เมื่อเริ่มต้นแนะนำบุคคลต้องกล่าวถึงหัวข้อการบรรยายอย่างถูกต้อง ความสำคัญของการพูด เพื่อเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับความสนใจของผู้ฟัง เป็นการกล่าวถึงโอกาสและความจำเป็นในการพูด
แนะนำบุคคล โดยบอกถึงคุณวุฒิอันโดดเด่นของบุคคล โดยเฉพาะในส่วนของหัวข้อ และประกาศชื่อ นามสกุล ยศ ตำแหน่ง สถานที่ทำงาน การศึกษา ผลงาน และประสบการณ์โดยเฉพาะในส่วนของหัวข้อ ตลอดจนเกียรติประวัติ อย่างแจ่มแจ้งถูกต้อง (ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์, 2548, หน้า 36)

4. เตรียมข้อมูลในการแนะนำอย่างไร
 การหาข้อมูลของบุคคลที่ต้องแนะนำ อาจทำโดยการจัดทำแบบกรอกข้อมูลส่งให้บุคคลดังกล่าวกรุณาช่วยตอบกลับล่วงหน้า หรือขอข้อมูลจากเลขานุการ (ถ้ามี) และถ้าเป็นไปได้ควรหาโอกาสพูดคุยสนทนากับบุคคลดังกล่าว เพื่อขอความเห็นว่าอยากให้แนะนำในเรื่องใด แนวใด สนทนาถึงประสบการณ์ของเขาในเรื่องที่พูด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สำคัญโดดเด่นเป็นประโยชน์ต่อการแนะนำ

5. หลักการเขียนแนะนำ
เมื่อได้ข้อมูลและตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ข้อมูลใดบ้างในการแนะนำ ควรเริ่มเขียนร่างคำกล่าวแนะนำ โดยมีหลักการเขียนดังนี้
5.1 สั้นแต่มีสาระสำคัญครบถ้วน เพื่อให้แนะนำได้ภายในเวลาไม่น้อยกว่า 20 วินาที แต่ไม่ควรยาวเกินกว่า 2 นาที ยิ่งผู้พูดเป็นบุคคลสำคัญ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีเพียงใด คำแนะนำจะยิ่งสั้นเพียงนั้น (บุญศรี ปราบณศักดิ์, 2538, หน้า 118)
5.2 แนะนำด้วยความจริงใจ ไม่ยกยอมากเกินไป จนทำให้บุคคลผู้ถูกแนะนำรู้สึกขวยเขิน หรือผู้ฟังรู้สึกอึดอัดหรือหมั่นไส้
5.3 ไม่ควรแนะนำเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่พูด
5.4 การแนะนำชื่อผู้พูดมักกล่าวชื่อผู้พูดก่อน แล้วตามด้วยประวัติและผลงาน แต่สำหรับชาวตะวันตกนิยมกล่าวถึงประวัติและผลงานก่อน แล้วจึงลงท้ายด้วยชื่อ
(บุญศรี ปราบณศักดิ์, 2538, หน้า 112)
ที่มา: http://www.gotoknow.org/posts/291246

Tuesday, May 19, 2015

MEETING ON THE GO


สโมสรโรตารีประชุมบนรถไฟ
โดย ดีภัก ชิคาร์ปูร์ (อดีตผู้ว่าการภาค)

RI District 3131 DG Vivek Aranha addressing a club meeting inside the Deccan Queen.
Also seen are PDG Dr Deepak Shikarpur, Director Club Extension
Pankaj Shah and President of the club Rajan Mathrawala.

เส้นทางรถไฟสายเดกคันควีนเอ็กเพรส ของอินเดียที่เชื่อมมุมไบกับพูน คือภาหนะที่สมาชิกสโมสรโรตารีพูนเดกคันควีนใช้เป็นสถานที่ประชุมประจำสัปดาห์ นี่อาจเป็นที่ประชุมของสโมสรโรตารีแห่งเดียวในโลกก็ได้ที่จัดกันบนรถไฟ
เดกคันควีนคือรถไฟสายยอดนิยมที่มีเที่ยวเดินทางทุกวันที่นำผู้โดยสารนับพันคนเดินทางระหว่างสองเมือง แนวความคิดการจัดประชุมบนรถไฟเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕ แต่เนื่องจากเส้นทางนี้ผ่านภาคโรตารีสองภาค จึงต้องใช้เวลาพิจารณาก่อนตัดสินใจว่าสโมสรนี้ควรอยู่สังกัดภาคใด และสุดท้ายก็ไปลงที่ภาค ๓๑๓๑ (ซึ่งรวมเมืองพูนไว้ด้วย)
ทุกวันพฤหัสบดี สมาชิกที่มีตั๋วรถไฟจะรวมตัวกันในห้องโดยสารพิเศษของรถไฟ และมักจะได้ผู้โดยสารอันทรงเกียรติเป็นผู้บรรยายพิเศษให้แก่สมาชิกที่ขณะนี้มีอยู่ ๒๕ คน  เราทำโครงการบำเพ็ญประโยชน์ให้กับชุมชนด้วยเช่นกัน เช่นเราจัดแคมป์ตรวจสุขภาพสำหรับพนักงานรถไฟ และช่วยปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในสถานีรถไฟพูน  นอกจากนี้เรายังเริ่มจัดให้มีกิจกรรมสังสรรค์ในเมืองเพื่อให้สมาชิกนำครอบครัวมาร่วมสนุกในกิจกรรมของโรตารีด้วยได้  


ROTARY CLUB MEETS ON A TRAIN
By Deepak Shikarpur, Past District Governor


On the Deccan Queen Express, an Indian passenger train that connects Mumbai with Pune, members of the Rotary Club of Pune Deccan Queen conduct their weekly meeting.  It may very well be the only Rotary club in the world that meets on a train.
The Deccan Queen is one of the most popular trains in the sector and a daily means of transportation for thousands commuting between the two cities.  The idea was first proposed in 2012, but since the route crosses through two Rotary districts, it took a while to reach agreement the club would be considered to meet in District 3131 (which includes Pune).
Every Thursday, members get together in a special car for pass holders.  There are 25 members at the moment, and prominent citizens traveling on the train are invited as speakers.  We have conducted community service projects including health checkup camps for train porters and railway staff, and made infrastructure improvements to the station in Pune.  We are planning to begin monthly fellowship meetings in the city so members can bring their family and they, too, can experience the joy of Rotary.

Friday, May 15, 2015

ขันติธรรม


สาระน่ารู้ในโรตารี
เรื่องที่ ๙ ความอดทนในความแตกต่าง
ขันติ หรือความอดทนคือคุณธรรมสำคัญข้อหนึ่งในจิตวิญญานขององค์กรโรตารี  ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๔ พอล แฮร์รีส ผู้ก่อตั้งโรตารีเขียนในบทความที่ชื่อว่า "Rational Rotarianism" (หลักเหตุผลในหลักการโรตารี) โดยปรากฎข้อความว่า "หากวันหนึ่ง ข้าพเจ้าอยู่ตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของสาขาโรตารีทั้งหลาย และมีโอกาสขึ้นกล่าวท่ามกลางสายตาของโรแทเรียนที่มาร่วมประชุมทั้งหมดโดยใช้คำพูดเพียงคำเดียว โดยมิพักต้องยั้งคิดและด้วยน้ำเสียงก้องกังวาฬ ข้าพเจ้าจะตะโกนคำว่า "จงอดทน".
พอล แฮร์รีส บิดาแห่งโรตารีของพวกเราได้เน้นย้ำว่า "โรแทเรียนเคารพความเห็นของกันและกัน และจะอดทนและแสดงความเป็นมิตรในทุกขณะเวลา  ไม่ว่าจะเป็นแคธอริค โปรแตสแตนท์ มุสลิม ยิว หรือพุทธ เรากินขนมปังแผ่นเดียวกันในโรตารี"  และด้วยขันติธรรมนี้เองที่เป็นพื้นฐานนำไปสู่คำแถลงในปี พ.ศ.๒๔๗๖ ที่ระบุว่า "โรแทเรียนในทุกประเทศต้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้ (ในเรื่องความแตกต่าง) และควรระมัดระวังการวิจารณ์เรื่องกฎหมายและประเพณีปฏิบัติของประเทศอื่นนอกเหนือประเทศตนเอง"
ขันติธรรมคือหัวใจสำคัญในการเข้าใจความแตกต่างของผู้คนและประเทศต่าง ๆ

แปลและเรียบเรียงจากหน้าเว็บไซท์ ๑๐๑ เรื่องน่ารู้ในโรตารี 
http://rotary1.org/category/101-things-list/



Tolerance is one of the most important virtues in the Rotary spirit. As early as 1911 our founder Paul Harris in his essay “Rational Rotarianism” said, “If by interposition of Providence I someday were to find myself standing on a platform in some great Coliseum looking into the eyes of every living Rotarian, and were to be told that I could have one word to say, without an instant’s hesitation and at the top of my voice, I would shout ‘Toleration!’”
Our founder Paul Harris has repeatedly iterated: “Rotarians respect each other‘s opinions and are tolerant and friendly at all times. Catholics, Protestants, Moslems, Jews, and Buddhists break bread together in Rotary.” And it is this tolerant attitude that prompted the Rotary International to adopt the following statement in 1933: “Rotarians in all countries should recognize these facts (differences), and there should be a thoughtful avoidance of criticism of the laws and customs of one country by the Rotarians of another country.” Tolerance is a key to understanding among different peoples and nations.

Friday, May 8, 2015

คุณภาพคน คุณภาพประเทศ

ดูตัวอย่างความพยายามสร้างประเทศผ่านการสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ จากโครงการ No Kid Hungry จัดสรรอาหารเช้าที่มีความสำคัญต่อสุขภาพเยาวชนในประเทศสหรัฐอเมริกา 

ดาราภาพยนต์ฮอลิวู้ด เจฟฟ์ บริดเจส และบิลลี่ ชอร์ ช่วยกันทำโครงการอาหารเช้าให้เด็กอเมริกัน



เจฟฟ์ บริดเจส กับ บิลลี่ ชอร์
ชาติที่มั่งคั่งที่สุดในโลก 
กระนั้นยังไม่สามารถป้อนอาหารให้เพียงพอ
ที่จะหยุดความหิวโหย
โดย เควิน คุก

สามสิบก่อน บิลลี่ ชอร์นั่งบีบแตรอยู่ในรถท่ามกลางสภาพการจราจรที่คับคั่งของกรุงวอชิงตัน ดีซี  เขาเป็นนักการเมืองหนุ่มไฟแรง และเร่งทำงานเพื่อช่วยผู้คนและหวังจะทำให้โลกนี้ดีขึ้น เขามุ่งมั่นที่จะช่วยเจ้านายของเขาซึ่งขณะนั้นเป็นวุฒิสมาชิกที่มีอุดมการณ์สูงส่งจากรัฐโคโลราโดชื่อ แกรี่ ฮาร์ท เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่กำลังจะมาถึง แต่ความหวังนี้พังทลาย หายวับไปทันทีที่มีข่าวแพร่ออกมาถึงพฤติกรรมทางเพศของแกรี่ ถึงกระนั้นก็ตามสภาพการจราจรในวันนั้นก็ส่งผลให้เกิดอะไรดี ๆ บางอย่างให้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้
ตอนที่ติดอยู่บนถนน ชอร์เหลือบเห็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความอดอยากในแอฟริกาที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้วงดนตรีป๊อปชื่อดัง "แบนด์เอด" บันทึกเพลง "Do they Know It's Christmas? (พวกเขารู้ไหมว่าวันคริสต์มาถึงแล้ว)" แล้วสามารถหาทุนจากเพลงนี้ได้ถึง ๒๔ ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำเงินไปใช้บรรเทาความหิวโหยของคนในแอฟริกา และนักดนตรียังไม่หยุดแค่นั้น เขายังตรึงความสนใจของชาวโลกไว้กับพวกเขา ชอร์ได้อ่านบทความนั้นจนจบ เขารู้แล้วว่าแตรที่บีบต่อไปนั้นไม่ใช่บนนถนนที่มีการจราจรคับคั่งนี้ แต่เขาจะกดแตรเพื่อขับไล่ความยากจน
ชอร์กับน้องสาว เดบบี้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรการกุศลที่ชื่อว่า "ร่วมพลังกับเรา (Share Our Strength)" ในปี พ.ศ.๒๕๒๗ ด้วยเงินที่กดจากบัตรเครดิตของชอร์ แล้วก็เริ่มสุ่มโทรศัพท์ขอเงินบริจาคจากบรรดาวุฒิสมาชิก ซีอีโอบริษัทใหญ่ ๆ  และพวกดาราที่อยู่ในแคปปิตอลฮิล มีนักเขียนคนหนึ่งร่วมลงขัน เขาคือสตีเว่น คิง  พี่ ๆ น้อง ๆ ของเขาก็ช่วยกันหาทุนเพื่อเป็นทุนในการตั้งธนาคารอาหารหรือมอบให้องค์กรการกุศลอื่น ๆ ทั่วโลก  แต่ไม่นานนักพวกเขาก็รู้สึกว่าการทำงานไม่ได้คืบหน้านัก  "วิธีการของเราชัดเจน ง่าย แต่มันเป็นวิธีที่ผิด" ชอร์เล่าความทรงจำของเขา
ปัญหาคือ ความหิวโหยนั้นเป็นอาการหนึ่งที่แสดงออกมาจากปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือความยากจน  การยื่นอาหารให้คนหิวนั้นก็เหมือนกับการเอาพลาสเตอร์ปิดแผลที่ไม่ได้รักษาบาดแผล (ด้วยพลาสเตอร์) ด้วยเหตุนี้เขากับน้องสาวจึงเปลี่ยนวิธีการใหม่  ด้วยความเชื่อว่านักสู้ที่ฉลาดต้องเลือกสังเวียนที่เขาเป็นต่อ  ชอร์ในฐานะซีอีโอขององค์กรการกุศลแห่งนี้เลือกเพ่งไปที่ปัญหาความหิวโหยของเด็กในอเมริกา
จากนั้นมาโครงการ "ร่วมพลังกับเรา" ได้หาทุนมากถึง ๔๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ และนำไปใช้ในโครงการจัดหาอาหารและต่อสู่กับความยากจนในสหรัฐอเมริกา  ยูเอสนิวส์แอนด์เวิร์ลด์รีพอร์ทเสนอชื่อชอร์เป็นหนึ่งในผู้นำที่ดีที่สุดในอเมริกา ตามด้วยรายได้ของกลุ่มเพิ่มขึ้นจาก ๑๓ ล้านเหรียญในปี ๒๕๕๐ เป็น ๔๐ ล้านเหรียญ ในปี ๒๕๕๖ ชอร์เปรียบพันธกิจของเขาเหมือนเกมฟุตบอล ค่อย ๆ ชนะไปทีละสนาม จนในที่สุดบรรลุเป้าหมายแชมป์  
ของเล่นชิ้นใหญ่ที่สุดที่เขาได้มาคือการได้นักแสดงระดับรางวัลออสก้า เจฟฟ์ บริดเจสมาเป็นกองหลังของทีม โนคิดฮังกรี (ต้องไม่มีเด็กอดอยาก)  โครงการที่ช่วยป้อนอาหารให้กับนับล้านคนในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วสหรัฐ  บุคคลิกที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของบริดเจสเป็นโอสถอย่างดีที่ช่วยบำบัดความหิวและเติมความรักให้กับเด็กนักเรียนประถมทั้งหลายในโครงการ แต่ก็ไม่วายจะมีเสียงส่อเสียด มีคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่าเขาเป็นคนไม่รักชาติ ที่ออกมาเรียกร้องความสนใจจากสังคมถึงเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคม แต่บริดเจสโต้ตอบว่า "นั่นเป็นความคิดที่ผิด"  เขายืนยันว่า สิ่งที่เขาทำนั้นคือ "ความรักชาติอย่างยิ่ง เพราะการปล่อยให้เด็กอเมริกันหนึ่งในห้าคนต้องต่อสู้กับความหิวโหยนั้น คือความไม่รักชาติ" บริดเจสกับชอร์ร่วมกันเล่าแบ่งปันประสบการณ์ทำงานในโครงการ "โนคิดฮังกรี" ให้กับเควิน คุ๊ก นักเขียนประจำของนิตยสารเดอะโรแทเรียน

เดอะโรแทเรียน : คุณสองคนเข้ามาอยู่ทีมเดียวกันได้อย่างไร
บริดเจส : บิลลี่กับผมพบกันเมื่อห้าปีที่แล้ว ตอนนั้นผมทำงานให้กับแนวร่วมต่อต้านความหิวโหย  เราอยู่ที่เมืองโกเลตต้า รัฐแคลิฟอร์เนีย ใกล้ ๆ กับบ้านเกิดผมที่ซานตา บาบาร่า ที่ค่ายฤดูร้อน (ที่นี่เด็ก ๆ สามารถรับแจกอาหารกลางวันได้ ตอนที่โรงเรียนปิดเทอม)  เราเริ่มจากการพูดคุยกันถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กหิวโหย จนถึงเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ และสรุปร่วมกันว่าปัญหาความหิวโหยในเด็กนั้นเป็นปัญหาที่แก้ไขได้  องค์กร "โนคิดฮังกรี" ที่บิลลี่กำลังก่อตั้งขึ้นเพื่อหยุดปัญหาความหิวโหยในเด็กในประเทศอเมริกา จุดนี้เราเห็นว่าเป็นโอกาสที่เราจะทำงานด้วยกันได้ 
เดอะโรแทเรียน : ปัญหาต่าง ๆ ในโลกมีมากมายที่น่าแก้ไข ทำไมคุณเลือกปัญหานี้
ชอร์ : ตอนที่ผมกับเดบบี้เร่ิมทำโครงการ "ร่วมพลังกับเรา" และเริ่มหาทุนเข้ามาในราวกลางทศวรรษ ๑๙๘๐ เรานำเงินไปลงทุนในองค์การไม่แสวงหากำไรเพื่อต่อสู้กับความหิวโหย  ไม่นานนักเราได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจอย่างยิ่ง กล่าวคือ แม้เราตั้งใจที่จะทำให้เกิดความแตกต่าง แต่เราก็สามารถทำให้ได้มากกว่านั้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มั่นคง ด้วยการจัดทำแผนกลยุทธที่ถูกต้อง เราเชื่อว่าปัญหาเด็กหิวโหยจะหมดไปจากอเมริกา เรามีอาหารเพียงพอในประเทศนี้ ที่ต้องทำคือเชื่อมโยงเด็กที่ขาดอาหารไปสู่แหล่งอาหาร นี่คือเหตุผลที่โครงการ "โนคิดฮังกรี" เกิดขึ้น
บริดเจส :  ผมสนับสนุนงานเพื่อเด็กมามากกว่า ๓๐ ปีแล้ว  ในปี พ.ศ.๒๕๒๗ ผมเจอหน่วยงานที่ชื่อว่า เครือข่ายหยุดความหิวโหย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่จัดหาอาหารให้เด็กทั่วโลก เราช่วยทำรายการทีวีชื่อ "เอนด์ฮังเกอร์เทเลเวนท์" (ทีวีข่าวเพื่อหยุดความหิวโหย) ถ่ายทอดสด ๆ โดยเน้นที่ปัญหาความอดอยากทั่วโลก  มีดาราดังมาร่วมรายการด้วย อาทิ เกรกอรี เปก  แจ็ค เลมมอน  เบิร์ต แลนคาสเตอร์  บ๊อบ นิวฮาร์ท  เคนนี่ ลอกกินส์ และดาราอีกหลายคน  นอกจากนี้ผมยังทำภาพยนต์เกี่ยวกับความอดอยากที่ชื่อ "ฮิดเด้นอินอเมริกา" (มันซ่อนอยู่ในอเมริกา)  มีดารานำคือ โบ เป็นพี่ชายผมเอง  จากนั้นประมาณปี ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจเริ่มไม่ค่อยดี ผมก็เลยต้องถอยกลับมาสนใจเรื่องปากท้องของคนแถวบ้านก่อนแทน ตอนนั้นผมหยั่งไปไม่ถึงเด็กนับล้านในประเทศมั่งคั่งนี้ ประเทศที่กินเท่าไหร่ก็ไม่พอ.
เดอะโรแทเรียน : เวลาคนอเมริกันคิดถึงความอดอยาก พวกเราคิดถึงคนหิวโหยในประเทศกำลังพัฒนา แล้วหน้าตาของเด็กหิวโหยในอเมริกาเป็นอย่างไร
ชอร์ :  ก็หน้าตาอย่างคนปกตินี่แหละ เขาอาจเป็นเด็กชายนั่งในห้องเรียนใกล้ ๆ ลูกชายของคุณ  หรือเด็กหญิงที่อยู่ในทีมฟุตบอลเดียวกับลูกสาวคุณ  พวกเขาอาจนั่งอยู่บนม้านั่งสองสามแถวห่างจากคุณในโบสถ์  เมื่อก่อนนี้กลุ่มคนยากจนรวมตัวกันอยู่ในชุมชนใกล้บ้านเรา  แต่เดี๋ยวนี้คนยากจนและคนหิวโหยอาศัยอยู่ในทุกชุมชนอเมริกัน มีทั้งในชนบท ในเมืองใหญ่และแม้แต่ในเมืองหลวง
บริดเจส :  พวกเด็ก ๆ ที่เราพยายามให้ความช่วยเหลือ อาจดูเหมือนขาดแคลน แต่พวกเขามีฝันเหมือนเด็กทั่วไป  บางคนบอกผมว่าเขาต้องการเป็นหมอ  เป็นสถาปนิก เป็นนักข่าวกีฬา หรือบางคนอยากเป็นประธานาธิบดี  นี่คือสาเหตุที่พวกเขาควรจะต้องได้รับอาหารที่ถูกสุขลักษณะทุกวัน เพื่อจะเตรียมพร้อมแข่งขันกับเด็กอื่น ๆ และทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง
เดอะโรแทเรียน :  อุปสรรคข้างหน้ามีอะไรบ้าง
ชอร์  :  คนมักมองปัญหาความอดอยากว่าเป็นประเด็นที่ไม่มีอยู่จริง หรือไม่ก็เป็นปัญหาที่กว้างใหญ่เกินไปที่จะแก้ไขให้หมดสิ้น  ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้คนเริ่มตื่นตัวกับปัญหานี้ และถึงเวลาที่เราต้องเร่งแก้ เพื่อว่าลูกหลานของเราไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายจะได้รับอาหารที่ดีต่อสุขภาพทุก ๆ วัน  เราต้องสร้างเครือข่ายผู้นำทางธุรกิจ นักการเมือง ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง และผู้ให้บริการสาธารณสุข องค์กรไม่แสวงหากำไรและประชาชนผู้ใส่ใจในประเด็นนี้ ร่วมกันเสียสละเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง 
เดอะโรแทเรียน :  อะไรคือแรงกระตุ้นของคุณสำหรับงานในอนาคตอันใกล้นี้
ชอร์ :  มันเกิดจากแรงผลักดันจากทุกส่วนของประเทศ  นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๓ เด็กมากกว่าสองล้านคนอยู่ในรายชื่อของเด็กที่ได้รับอาหารเช้าที่โรงเรียน  ตอนนี้กว่าครึ่งของเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนกำลังได้รับอาหารมื้อสำคัญของวันก่อนที่พวกเขาจะเข้าเรียน  เด็ก ๆ หาโอกาสทานอาหารเช้าแบบเต็มที่ไม่ค่อยได้เวลาโรงเรียนปิดภาคเรียน  ดังนั้นเราจึงต้องต่อสู้ผ่านสภาเพื่อผ่านนโยบายที่จะแจกจ่ายอาหารในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนด้วย
บริดเจส : ดูตัวอย่างที่ลอสเองเจิลลิส เมื่อสามปีที่แล้ว โรงเรียนในเมืองต่างผลักดันแผนตัดอาหารเช้าออกจากโรงอาหารในโรงเรียน แล้วให้มาเสริฟในห้องเรียนก่อนเข้าเรียนสักสองสามนาที ซึ่งเป็นความพยายามที่จะให้เด็กทุกคนได้รับความสะดวกในการรับสารอาหารที่เหมาะสมทุกเช้า  ตอนเริ่มแรกมีเพียงร้อยละ ๒๙ ของเด็กจากครอบครัวรายได้ต่ำเท่านั้นที่ได้ทานอาหารเช้าในโรงเรียนในเมืองลอสเองเจลลิส  เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ๙ ใน ๑๐ ของเด็กได้รับอาหารเช้าแล้ว  จากร้อยละ ๒๙ มาเป็นร้อยละ ๙๐ นั่นนับเป็นความก้าวหน้าก้าวใหญ่จากการตัดสินใจง่าย ๆ ครั้งเดียว 
เดอะโรแทเรียน :  อาหารเช้าในโรงเรียนสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้มากขนาดไหน
บริดเจส :  เป็นความจริงที่ว่าอาหารเช้านั้นเป็นมื้ออาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็ก  เพราะเรากำลังพูดถึงอาหารเพื่อสมอง คุณครับ เชื่อไหมว่าผมเคยได้ยินว่าอาหารมื้อสุดท้ายของเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่มาโรงเรียนในวันนี้ คืออาหารกลางวันจากโรงเรียนเมื่อวานนี้  ถ้าเด็กนักเรียนต้องมัวพะวงกับจะหาอะไรใส่ท้อง เขาจะมีใจใส่ในบทเรียนคณิตศาสตร์อย่างไร  ครูเล่าให้พวกเราฟังว่าเด็ก ๆ ที่ท้องหิว มักมีปัญหาในการตั้งใจเรียนและมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหา หรืออาจปวดท้อง ปวดหัว ต้องไปห้องพยาบาล  ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นหากเด็กมาโรงเรียนอย่างท้องว่าง พวกเขาเรียนรู้อะไรไม่ได้มากนัก.
ตอนนี้ผมเห็นแล้วว่า เราต้องลงทุนเพื่อให้เด็กได้ทานอาหารเช้า เมื่อเด็ก ๆ มีอาหารทานเพียงพอ พวกเขาพร้อมที่จะเรียน และจะโตขึ้นเป็นคนที่แข็งแรงและมีสติปัญญา  เรื่องแรกที่เราทำได้ตอนนี้คือทำให้อาหารเช้าเป็นส่วนหนึ่งชีวิตนักเรียนในโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนของคนยากจน  อาหารเช้าไม่ควรรับก่อนมาโรงเรียน แต่ให้หลังจากที่ระฆังแรกของโรงเรียนดังแล้ว  ถ้าทำได้อย่างนี้เด็กนักเรียนไม่ต้องกลัวว่าจะมาโรงเรียนสายเพราะต้องทานอาหารเช้าที่บ้านก่อน  จะไม่มีใครดูหมิ่นนักเรียนยากจนที่ทานอาหารเช้าฟรีในโรงอาหาร แต่นักเรียนทุกคนทานเหมือนกันในห้องรวมเช้าหรือคาบแรกของการเรียน.
ชอร์ :  ข้อดีอีกอย่างคือ สิ่งที่เราทำนั้นเป็นผลดีกับระบบการเมืองของประเทศโดยรวม ความสำเร็จของเราช่วยเปลี่ยนความคิดของประชาชนที่หมดหวังในรัฐบาล  เมื่อบรรดาผู้นำช่วยเราให้เข้าถึงบรรดาเด็ก ๆ ที่เป็นประเด็นเปราะบางที่สุด มันแสดงให้เห็นว่าเราได้เข้าถึงส่วนผสมสำคัญของความฝันของชาวอเมริกัน  ความฝันที่จะทำให้คนรุ่นต่อไปมีความเป็นอยู่ดีกว่ารุ่นของเรา.
เดอะโรแทเรียน :  การต่อสู้กับความหิวโหย ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีช่วงเวลาใดที่โดดเด่นที่สุด
บริดเจส :  ปีที่แล้วผมได้พบกับผู้บริหารสถานศึกษาต่าง ๆ ที่มาจากอาร์คันซัส  ผมกระตุ้นให้พวกเขาลองหาวิธีที่สร้างสรรค์เพื่อช่วยเด็กที่ขาดแคลนอาหารได้รับอาหารที่มีคุณค่า ผลจากการพูดคุยกัน โครงการ "โนคิดฮังกรี อาร์คันซัส" ที่มีโรงเรียนกว่า ๔๐๐ แห่งเข้าร่วมโครงการเสริฟอาหารเช้าในโรงเรียนเมื่อโรงเรียนเปิดเทอมใหม่  เด็กนับพันในรัฐนั้นได้ทานอาหารเช้าที่เหมาะสมกับวัยของเขา  ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ทราบว่าเราได้รับการตอบรับดีที่ซานตา บาบาร่าบ้านผมด้วย เด็กที่นี่เกือบหนึ่งในสี่ต้องต่อสู้กับความหิวโหยในช่วงโรงเรียนปิดเทอม เราก็เลยเอาเด็ก ๆ มาเล่นคอนเสิร์ตในช่วงพักฤดูร้อน เพื่อให้คนตระหนักถึงความสำคัญของโครงการนี้
เดอะโรแทเรียน :  เจฟฟ์ ผมเห็นดาราส่วนใหญ่แสดงและสร้างชื่อเสียงเพื่อผลตอบแทนที่เหมาะสม  แต่คุณกระโดดข้ามออกไปตามที่ต่าง ๆ ในประเทศ คุยกับผู้บริหารโรงเรียน เทศมนตรี และผู้ว่าการรัฐ เกี่ยวกับเรื่องอาหารเช้าโรงเรียน
บริดเจส :  คือว่า ผมไม่ชอบทำอะไรแบบเหยาะแหยะ  ผมต้องการทำอะไรที่เป็นการเริ่มต้นโลกทัศน์ใหม่ ดังนั้นผมต้องกะเกณฑ์ให้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ  ผมมีฐานการทำงานที่ดีเพราะรู้จักกับสื่อมวลชนมาก จึงไม่แปลกที่ผมจะใช้ประโยชน์จากฐานนี้เพื่อให้ความรู้และโน้มน้าวผู้คน  ผมพบว่าบรรดาผู้บริหารโรงเรียน นายกเทศมนตรีและผู้ว่าการรัฐทั้งหมดอยากได้ยินสิ่งที่ผมจะพูด  เมื่อตอนที่ผมพบกับคุณบิลลี่ ชอร์ ผู้คนต่างแปลกใจกับความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในเมืองและรัฐต่าง ๆ และไม่มีใครอยากหลุดจากกระแสการพัฒนานี้  ผมได้พบกับผู้ว่าการรัฐมอนทานา โคโลราโด แมรีแลนด์ เวอร์จิเนีย วอชิงตัน โอเรกอน เนวาดา และอาร์คันซอ ผมหวังว่าจะได้พบกับผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เจอร์รี่ บราวน์และนายกเทศมนตรีบิลล์ เดอ บลาซิโอ จากเมืองนิวยอร์ค เพื่อปลุกเร้าให้เขานำโครงการอาหารเช้าของเราเข้าไปสู่ห้องเรียนในชุมชนต่าง ๆ ที่เขาดูแล
เดอะโรแทเรียน :  คุณบิลลี่ ผลที่ได้จากโครงการหยุดความหิวโหยนั้นมีอะไรนอกจากจัดหาอาหารให้ประชาชนบ้าง
ชอร์ :  มีครับ  เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน  การจัดหาอาหารให้ประชาชนนั้นหยุดความหิวโหยได้มื้อหนึ่งหรือวันหนึ่ง แต่การหยุดความหิวโหยนั้นหมายถึงการจัดระบบที่มีหลักประกันว่าเด็ก ๆ จะมีอาหารที่คนต้องการรับประทานสามมื้อทุกวัน มันเป็นความแตกต่างระหว่างการใช้พลาสเตอร์ปิดแผลกับการรักษาบาดแผล
เดอะโรแทเรียน :  จะให้คนอาสามาช่วยคุณได้อย่างไร
ชอร์ :  พวกเขาสามารถเข้าไปดูรายละเอียดจากเว็บไซท์ nokidhungry.org และร่วมเป็นหนึ่งในเครือข่าย "ต้องไม่มีเด็กอดอยาก" สนับสนุนงานของโครงการ สร้างจิตสำนึกในประเด็นความหิวโหยให้แก่สมาชิกในชุมชนของเขา  ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้



ความอดอยากในอเมริกา : มองผ่านตัวเลข
ชาวอเมริกันนับล้านครัวเรือนประสบกับความไม่มั่นคงทางอาหารในปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ต้องการอย่างสม่ำเสมอ กระนั้นประเทศนี้ยังมีคนเป็นจำนวนมากมีปัญหาเป็นโรคอ้วน และอาหารเป็นจำนวนมากที่มีปลายทางที่ถังขยะ เป็นไปได้อย่างไรว่าประเทศที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ยังมีเด็กที่ขาดแคลนอาหาร เราได้เก็บตัวเลขเพื่อประกอบพิจารณาประเด็นปัญหานี้ ดังนี้

หนึ่งในเจ็ดครัวเรือนอเมริกันยังมีปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร
ในปี พ.ศ.๒๕๕๖ ร้อยละ ๑๔.๓ ของประชากรอเมริกัน หรือประมาณ ๔๙ ล้านคน นับรวมเด็ก ๑๕.๗ ล้านคน มีความลำบากในการเข้าถึงแหล่งอาหารอย่างเพียงพอ

คนอเมริกันประมาณ ๒๓.๕ ล้านคน ใช้ชีวิตอยู่ในแหล่งทะเลทรายอาหาร ครึ่งหนึ่งของคนจำนวนนี้เป็นคนยากจน  ทะเลทรายอาหารคือสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าถูกจำกัด หรือไม่มีทางเข้าถึง เพราะร้านค้าหรือร้านของชำต่าง ๆ เหล่านั้นเข้าถึงลำบากหรืออยู่ไกลเกินไป

ครัวเรือนที่ถูกรายงานว่ามีสภาพความไม่มั่นคงทางอาหารจำนวนร้อยละ ๖๙ จะต้องเลือกว่าจะเอาอาหารหรือสาธารณูปโภค  ๖๖ เปอร์เซนต์ของคนจำนวนนี้ต้องเลือกเอาระหว่างอาหารหรือยารักษาโรค

ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖  เด็กจากครอบครัวรายได้ต่ำ ๒๑.๕ ล้านคนได้รับแจกอาหารฟรีหรือในราคาต่ำผ่านโครงการอาหารกลางวันของรัฐบาล เด็กจำนวน ๖ ใน ๗ คนจากตัวเลขนี้ไม่ได้รับแจกอาหารในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน

มลรัฐที่มีตัวเลขความไม่มั่งคงทางอาหารสูงสุด ๕ รัฐ แต่มีอัตราเด็กโรคอ้วนสูงกว่าเฉลี่ย ได้แก่รัฐมิสซิสซิปปี้ จอร์เจีย อาร์คันซอ เท็กซัส และนอร์ธแคโรไลนา ทั้งหมดนี้ยังมีปัญหาความมั่นคงทางอาหารในขณะที่เด็กโรคอ้วนมีอัตราสูงกว่าเฉลี่ยคือ ๒๗.๑ เปอร์เซนต์

ถ้าอัตราการเป็นโรคเบาหวานยังเป็นเหมือนปัจจุบัน ภายในปี พ.ศ.๒๕๙๓ คนอเมริกัน ๑ ใน ๓ คนจะเป็นโรคเบาหวาน  ผู้ป่วยโรคเบาหวานในอเมริกา ๒๖ ล้านคน มีคนที่เป็น เบาหวานประเภท ๒ ถึง ๙๐-๙๕ เปอร์เซนต์ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถป้องกันการเกิดโรคนี้ได้โดยการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายและลดน้ำหนักลง

นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๓ ราคาพืชผักผลไม้เพิ่มขึ้น ๔๐ เปอร์เซนต์ แต่ราคาอาหารสำเร็จรูปก็ลดลงถึง ๔๐ เปอร์เซนต์  ถ้าคน ๆ หนึ่งใช้เงิน ๓ เหรียญซื้ออาหารรับประทาน เขาจะได้พลังงาน ๓,๗๖๗ แคลอรี่จากอาหารสำเร็จรูป หรือเขาจะได้ ๓๑๒ แคลอรี่จากอาหารครบหมู่

ยี่สิบปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาใช้เงินงบประมาณ ๑๙.๒ พันล้านเหรียญสนับสนุนอาหารขยะที่ผลิตจากข้าวโพดและถั่วเหลือง เช่นสารให้ความหวาน น้ำมันพืช แป้งข้าวโพด แต่แอปเปิ้ลซึ่งเป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ได้รับเงินสนับสนุนจากงบประมาณรัฐบาล ได้รับเพียง ๖๘๙ ล้านเหรียญตลอดระยะเวลา ๑๘ ปีที่ผ่านมา

คนอเมริกัน ๑ ใน ๗ คนได้รับแสตมป์อาหาร โดยเฉลี่ยแล้วประชากร ๔๗ ล้านคนอยู่ในโครงการรับความช่วยเหลือโภชนาการอาหารเสริม (SNAP) ทุกเดือนในปี พ.ศ.๒๕๕๖  ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี ๒๕๑๒ เฉพาะในช่วงระหว่างปี ๒๕๕๐ ถึง ๒๕๕๔ จำนวนผู้รับประโยชน์นี้เพิ่มสูงขึ้นถึง ๗๐ เปอร์เซนต์ และคิดเป็นเงินงบประมาณในปี ๒๕๕๖ ถึง ๗๖.๔ พันล้านเหรียญสหรัฐ


ร้อยละ ๕๘ ของครอบครัวที่รับความช่วยเหลือ SNAP มีรายได้จากการทำงานคนเดียว ครอบครัวยากจนที่ทำงานเลี้ยงตัวเองคือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความช่วยเหลือตามโครงการ SNAP ที่มีเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด 

ผลประโยชน์โดยเฉลี่ยจากโครงการ SNAP คือ ๑.๔๘ เหรียญต่ออาหารหนึ่งมื้อ โดยเฉลี่ยแล้วโครงการนี้ให้ความช่วยเหลือเทียบเท่าเงิน ๑๓๓ เหรียญต่อเดือนในปี ๒๕๕๖  และโดยเฉลี่ยครอบครัวที่รับประโยชน์จาก SNAP จะใช้สิทธิ ๓ ใน ๔ ภายในกลางเดือน และใช้ ๙๐ เปอร์เซนต์ภายในสามสัปดาห์
คนอเมริกันทิ้งอาหารมากถึง ๓๕ ล้านตันในปี พ.ศ.๒๕๕๕  อาหารมากถึงร้อยละ ๔๐ ถูกทิ้งไปจนเป็นปัญหาของเสียล้นเมือง เช่น ถุงพลาสติก กระดาษ โลหะ และแก้วที่ใช้หีบห่ออาหารนั้น


ข้อมูล : The Rotarian May 2015

Wednesday, March 25, 2015

ACTIVATING THE MESSAGE OF ROTARY'S BRAND


เมื่อแบรนด์โรตารีพูด

โดย เจนนิเฟอร์ โจนส์ กรรมการบริหารโรตารีสากลรับเลือก
(บรรยายในการสัมมนาอบรมผู้ว่าการภาค ๒๕๕๘-๕๙ ซานดิเอโก)
Jennifer Jones, 2015-17 Rotary International Director

ไม่นานมานี้ดิฉันและสามี นิค ได้พบกับกลุ่มโรแทเรียนในไอโอวา และก่อนออกเดินทางดิฉันได้รับอีเมลจากเพื่อนโรแทเรียนชวนไปดูเบสบอลที่ดีทรอยท์ไทเกอร์ ดิฉันตอบเขาไปว่าเสียดายที่เราจะต้องเดินทางไปไอโอวา คงพลาดเกมเบสบอลนั้น  เขาตอบกลับว่า ถ้าเช่นนั้นก็อย่าลืมไปดูสนามเบสบอลที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเอาไปสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง "ทุ่งแห่งฝัน

เรื่องนี้เกี่ยวกับเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดที่ชื่อนายเรย์ ที่มักจะได้ยินเสียงแว่วที่คอยบอกให้เขาสร้างสนามเบสบอลในไร่ของเขา แล้วเขาก็ทำตามเสียงนั้น สุดท้ายเหมือนปฏิหาร ทีมชิคาโกแบล็คซ๊อกส์ก็มาปรากฎตัวขึ้นที่นั่น
เพื่อนโรแทเรียนท่านนั้นเล่าให้ฟังถึงฉากที่พ่อของเรย์ที่เสียชีวิตไปก่อนแล้ว มาปรากฎตัวให้เขาเห็นแล้วถามว่า "ที่นี่คือสวรรค์ใช่ไหม"  เรย์ตอบว่า "ไม่ใช่ ที่นี่คือไอโอวา"
"ไอโอวางั้นหรือ.. ฉันว่ามันต้องเป็นสวรรค์แน่ ๆพ่อของเขาบอก  แล้วเรย์ก็ถามบ้างว่า "สวรรค์มีจริงหรือ"  "อ้อ. มีจริงซิพ่อของเขาตอบ  "มันก็คือที่ ๆ ความฝันของเรากลายเป็นจริง"

ยังมีอีกที่หนึ่งที่ความฝันจะกลายเป็นจริงได้ และนี่ก็คือสิ่งที่ดิฉันอยากจะพูดคุยกับพวกเราทุกคนที่นี่ในวันนี้  ว่าสถานที่ๆความฝันกลายเป็นจริงได้อีกแห่งหนึ่งก็คือโรตารี และพวกท่านจะเป็นผู้นำในรุ่นที่ทรงพลังกว่ารุ่นก่อน ๆ ในการที่จะบอกกับโลกถึงความยิ่งใหญ่ของโรตารี  เมื่อถึงวันสุดท้ายของการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน จะไม่ต้องมีคำถามจากใครก็ตามที่จะถามว่าโรตารีคืออะไร ทำอะไร หรือทำเพื่ออะไร.
อดีตประธานโรตารีสากลบิลล์ บอยด์เพิ่งกล่าวว่าเราคือเรื่องราวยิ่งใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการกล่าวถึง  เป็นเวลายาวนานเหลือเกินที่เราทำความดีอย่างเงียบ ๆ ไม่หวังจะประกาศให้ใครรู้แม้สิ่งที่ทำนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด  ลก็คือคนไม่เข้าใจที่มาที่ไปของสิ่งที่เขาได้รับ ไม่เข้าใจว่าโรแทเรียนมาเกี่ยวข้องอย่างไร และมีโรตารีทำไม แต่พอเราเล่าเรื่องราวของผลงานที่เราทำ ผู้คนที่มีจิตอาสาเช่นเราก็เริ่มสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย  
หากดิฉันจะลองสอบถามสมาชิกในห้องนี้ด้วยคำถามว่า "โรตารีคืออะไรคำตอบที่ได้คงมีแตกต่างกันมากพอ ๆ กับจำนวนคนที่ตอบ  แม้โรตารีจะเปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละท่านซึมซับประสบการณ์จากการเป็นโรแทเรียนที่แตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริงเราจะต้องมีชุดคำจำกัดความขององค์กรที่เหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อให้ข้อความที่เราพูดออกไปคือประกาศิตที่ดังกึกก้อง
คุณรู้สึกอย่างไรหากสโลแกนหรือคำจำกัดความ แมคโดนัลด์ส หรือสตาร์บัคส์ในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน แบรนด์เหล่านี้เข้มแข็งก็เพราะเราเข้าใจแบรนด์ของเขาได้ง่ายและชัดเจนเมื่อพบเห็น ทำให้เรารู้ว่าเราจะได้อะไรจากพวกเขาเมื่อทำธุรกิจด้วย แล้วลองมองมาที่แบรนด์ของโรตารีว่าหากทุกคนที่เห็นตราสัญลักษณ์ของโรตารีแล้วเข้าใจตรงกัน เมื่อนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องมาพูดกันถึงเรื่องแบรนด์อีก จริงไหม
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้ก่อกำเนิดทฤษฎีที่เปลี่ยนความคิดของพวกเราเกี่ยวกับจักรวาล เขาเป็นนักฟิสิกส์ผู้ที่มีอิทธิพลและเป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ ๒๐ ภาพคุ้นตาของไอน์สไตน์คือชายที่ไว้หนวดรุงรัง ไว้ผมยุ่งกระเซิง เขามีนิสัยอย่างหนึ่งคือไม่ค่อยชอบใส่ถุงเท้า ไม่ว่าจะเป็นการออกเดินเรือหรือไปทานอาหารเย็นที่ทำเนียบขาว เขาจะไม่ใส่ถุงเท้าในทุกที่ ๆ ไป  คำพูดของเขามักอยู่ในความสนใจของผู้คนและนำไปกล่าวต่อ ดิฉันองเห็นข้อความต่อไปนี้แล้วคิดว่า น่าจะเป็นคำพูดที่เขาตั้งใจพูดเพื่อโรตารี "มุ่งมั่นทำมิใช่เพื่อความสำเร็จ แต่เพื่อคุณค่ามวลมิตรโรแทเรียนนี่คือมโนทัศน์สลับข้างสำหรับโรตารี เพราะหากเราน้อมนำความคิดนี้มาใส่ใจ คุณจะพบว่าการที่ทุกคนเข้าใจ "คุณค่า" (หรือค่านิยม) ว่าคือการได้รับรู้ถึงหัวใจสำคัญของความเร็จขององค์กร  ดังนั้นเราจะกำหนดค่านิยมและประเมินสิ่งที่มีความสำคัญกับองค์กรของเราอย่างไร ตามที่พวกเราได้เคยได้ยินมาแล้วว่าเราได้ทำการวิจัยในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และผลของงานวิจัยก็ช่วยให้เราตาสว่าง แต่หนทางสู่การปฏิบัตินั้นยังไม่ง่ายเหมือนเสกด้วยไม้เท้าประกาศิต
เรารู้ว่าเราต้องสื่อสารด้วยถ้อยคำที่เรียบง่าย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดิฉันได้ให้สัมภาษณ์กับทีวีอเมริกันช่องหนึ่งเกี่ยวกับโรตารีและงานที่เราทำ ก่อนอัดเทปเล็กน้อย เจ้าของสถานีสารภาพกับดิฉันว่าเขาเป็นโรแทเรียนมากว่า ๓๐ ปีแล้ว เขาสนุกกับการประชุมและรับประทานอาหารกลางวันกับมิตรโรแทเรียน แต่เขาเพิ่งจะเข้าใจนิยามความเป็น"โรตารีเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง  เพราะเขาได้มีโอกาสร่วมทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์มอบเสื้อกันหนาวให้เด็ก ๆ ในชุมชนของเขาโดยนี่เป็นครั้งแรกที่เขามีส่วนในโครงการบำเพ็ญประโยชน์    
ลองคิดดูว่าเขาได้ร่วมประชุมกับสโมสรมากว่า ๑,๕๐๐ ครั้งกว่าจะรู้ว่าโรตารีคืออะไร  เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  คำตอบง่าย ๆ คือ การสร้างความเข้มแข็งให้แบรนด์โรตารีมีความสำคัญต่ออนาคตขององค์กรนี้  ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งให้แบรนด์โรตารีมีองค์ประกอบ ๓ ประการคือ สาระ ค่านิยม และเสียงของเรา
ข้อแรก "สาระหรือเหตุผลแห่งการมีอยู่ขององค์กร สรุปง่าย ๆ ด้วยคำพูด ๖ คำ เป็นคำนาม ๓ คำ และกริยา ๓ คำ ได้แก่ ร่วมผู้นำ แลกเปลี่ยนความคิด และ ลงมือปฏิบัติ
นี่คือกรอบที่เรานิยามว่าเราเป็นใคร นั่นคือ"เราร่วมผู้นำ" เพราะแต่ละท่านในห้องประชุมนี้คือผู้นำ จากนั้นเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้นำมาอยู่ด้วยกัน "เราแลกเปลี่ยนความคิด" และด้วยสถานภาพความเป็นผู้นำ เราผูกพันตัวเองที่จะต้อง "ลงมือปฏิบัติ"
"ร่วมผู้นำ แลกเปลี่ยนความคิด ลงมือปฏิบัติคือประโยคที่ผูกพันเราให้เกิดผลทางการปฏิบัติ เป็นประโยคที่ง่ายต่อการอธิบายว่าเราเป็นใครและทำอะไร เราคือผู้นำที่ปฏิบัติชอบด้วยสำนึกรับผิดชอบ และปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชน
หากดิฉันขอให้ท่านให้คำนิยามมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ท่านจะมีคำอธิบายอย่างไร ก็เชื่อว่าคงมีคำพูดองค์ประกอบเช่น ล้ำเลิศ วิชาการยอดเยี่ยม หรือดีเลิศ ทำนองนี้
ทีนี้เพื่อนที่ฮาร์วาร์ดคิดถึงโรตารีและแบรนด์ของเราอย่างไรบ้าง พวกเขาคิดว่าเราได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญด้วยความกล้าหาญอย่างยิ่ง โดยเราเลือกเดินในทิศทางที่ถูกต้อง นักเขียนบทความท่านหนึ่งเขียนไว้ในเดือนกันยายนในนิตยสารฮาร์วาร์ดบิสซิเนสรีวิวว่า การจัดทำวิธีการบอกเล่าเรื่องราวของโรตารีให้เรียบง่ายคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ และเราได้ก้าวมาถูกทางแล้วในการจัดระเบียบวิธีการบอกเล่าเรื่องราวโรตารีใหม่ว่าเราคือใคร ทำอะไรและสำคัญอย่างไร ที่ชัดเจนขึ้นและเรียบง่ายขึ้น 
ผู้เขียนบอกเราว่าการบรรลุความสำเร็จในการสื่อสารในองค์กรอย่างเรียบง่ายนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย แต่ผลตอบแทนเกินคุ้ม นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำอะไรตามที่นักเขียนที่ฮาร์วาร์ดบอกหรือแนะนำ แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นเพียงรับรองสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าเป็นสิ่งดี  ยกตัวอย่างเรื่องรายละเอียดในโครงการบริการต่าง ๆ ของเรานั้นบางทีมันยากเกินไปที่จะเข้าใจทั้งจากบุคคลภายนอกหรือแม้สมาชิกของเราเอง แบบนี้องค์กรสุดยอดอย่างเราก็คงความยิ่งใหญ่ไว้ไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องรับฟังและนำไปปรับปรุง
ไม่เพียงแต่ดีในแง่ดึงดูดสมาชิก แต่ยังเป็นหลักสำคัญในการที่จะเผยแพร่ภาพลักษณ์ของโรตารี ในท้ายที่สุดจะทำให้สโมสรและกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
องค์ประกอบข้อที่สองในกลยุทธแบรนด์คือ ต่านิยม สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้ในค่านิยมหลักที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์โรตารี มีความสำคัญในการกำหนดความเป็นไปของตัวเรา สิ่งที่เราต้องทำคือการปรับเปลี่ยนมาใช้ภาษาที่ทั้งคำอธิบายและหัวข้อต้องฟังดูมีแรงกระตุ้นให้เกิดการกระทำ ตัวอย่างเช่น
มิตรภาพ หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ตลอดชีวิต คุณธรรมคือวิธีที่เรารักษาคำมั่นสัญญาของเรา ความหลากหลายคือวิธีที่เราเชื่อมโยงผู้คนที่อยู่ในสถานภาพแตกต่างกัน และสุดท้ายการบำเพ็ญประโยชน์ของผู้นำในโรตารีคือการนำเอาความรู้ความเชี่ยวชาญในอาชีพของผู้นำเหล่านั้นไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่คุกคามมนุษย์ในโลก
องค์ประกอบสุดท้ายในยุทธศาสตร์แบรนด์คือ"เสียงหรือสิ่งที่เราแสดงออก  ขอให้ระลึกไว้ว่าเมื่อเราสื่อสารสาระต่าง ๆ ออกไป คุณลักษณะ ๔ ประการจะติดตามออกไปด้วยนั่นคือ ความรอบรู้ ความห่วงใย ความเพียร และการเป็นแรงบันดาลใจ ทั้งหมดนี้สะท้อนออกในความสามารถของโรแทเรียนในการโน้มน้าวใจผู้คนให้ปฏิบัติตาม โดยจะชี้นำให้เห็นความหวัง ความทะเยอทะยาน และความมุ่งมั่น
วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ ขณะที่ดิฉันปฏิบัติหน้าที่นายกสโมสรโรตารีเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเมืองวินด์เซอร์ ออนแทริโอ ประเทศแคนาดา จะไม่มีใครลืมเหตุการณ์ในวันนั้นได้เลย ดิฉันไม่สงสัยว่าทุกคนในห้องนี้จะต้องจำได้ว่าใครทำอะไรกันบ้างเมื่อรู้ว่าตึกแฝดเวิลด์เทรดในมหานครนิวยอร์คถูกถล่ม
ตอนนั้นเป็นเวลาเก้าโมงเช้าตอนเครื่องบินลำแรกชนตึกเวิล์ดเทรด และภายในอีกหนึ่งชั่วโมงเครื่องบินอีกลำหนึ่งชนตึกที่สอง ดิฉันเริ่มได้รับอีเมลสอบถามเข้ามาว่าเราจะมีประชุมโรตารีกันในวันนั้นหรือไม่ ด้วยสัญชาติญาน ดิฉันรู้ว่าเราต้องมีการรวมตัวกัน และได้ตอบอีเมลไปว่า เราจะยังมีการประชุมปกติในตอนกลางวัน ดิฉันไม่แน่ใจเลยว่าเราคาดหวังอะไรได้บ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีใครทนได้ที่จะอยู่บ้าน ไม่มาร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รู้ได้ยินมา
ตอนเริ่มประชุม เราทุกคนยืนขึ้นหันหน้าไปที่ธงชาติสหรัฐอเมริกา แม้จะเป็นคนแคนาดาแต่เราก็พร้อมใจกันร้องเพลงเดอะสตาร์สแพงเกิลด์แบนเนอร์ (เพลงชาติสหรัฐอเมริกา) ด้วยจิตน้อมรำลึกและด้วยหยาดนำ้ตาอาบแก้ม 
เราต้องการเครือข่ายติดต่อกับผู้อื่น
นี่คือข้อแรกจาก ๓ ข้อที่เป็นผลการทำสำรวจ  ซึ่งเราพบว่าผู้คนที่เข้ามาร่วมกับโรตารีและอยู่ในองค์กรนี้ต่อเนื่องยาวนานเพราะการเชื่อมโยงติดต่อกับผู้อื่นและเพราะเรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนคืนความสุขให้ชุมชนของเรา
ประการที่สองคือการเป็นผู้นำด้วยปัญญา หรือวิธีการคิดของเรา ไม่ใช่เพราะเรามีตำแหน่งจากที่ใด
นี่เป็นความแตกต่างที่โดดเด่น และคุณลักษณะเช่นนี้ส่งเสริมคนหนุ่มสาวให้เข้าร่วมองค์กรของเรา ท่านคิดว่าคนหนุ่มสาวจะมีโอกาสได้รับรับพิจารณาให้เป็นซีอีโอหรือผู้จัดการในบริษัทได้ง่าย ๆ หรือไม่ ก็คงยาก แม้จะมีภาวะความเป็นผู้นำสูง และแม้เรามีสิ่งที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากมาย  และข้อสุดท้าย โรตารีไม่เพียงสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์กับโลก แต่เราสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์กับชุมชนเล็ก ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก
องค์ประกอบสุดท้ายที่จะสร้างความเข้มแข็งให้โรตารีคือวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นกับชื่อของเรา  เราต้องถามตัวเองว่า ทำไมวงล้อโรตารีที่เกิดขึ้นมากว่า ๑๐๐ ปีแล้ว แต่ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากไม่รู้จักว่าคืออะไรและเราทำอะไร  ดิฉันสารภาพว่าเจ็บปวดกับประเด็นนี้มาก คนทั่วไปไม่รู้จักองค์กรที่ทำเรื่องดี ๆ มากมายที่ชาวโรแทเรียนยอมรับว่าเป็นดีเอ็นเอของเขา ได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้เราจึงใส่ชื่อต้นของเราไว้ข้างหน้าวงล้อโรตารี ให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของตราสัญญลักษณ์ที่เป็นทางการของโรตารี  ที่ไหนที่มีวงล้อโรตารีเราจะเห็นชื่อของเราอยู่ข้างหน้าและในระดับกึ่งกลาง 
ด้วยการใช้ประโยชน์จากคู่มืออัตลักษณ์แบรนด์โรตารี เราสามารถเตรียมตัวนำเสนอแก่สมาชิกในสโมสร สมาชิกใหม่ หุ้นส่วนในโครงการโรตารีและประชาชนทั่วไป ได้ทราบเรื่องราวของโรตารีได้ดีขึ้น เท่าที่ดิฉันเฝ้าติดตามดู โรแทเรียนยอมรับตราสัญลักษณ์ใหม่ และสมาชิกทั่วโลกชอบรูปลักษณ์ใหม่ทั้งเชิงสัญลักษณ์และความรู้สึก

มาถึงช่วงสรุป ดิฉันอยากนำท่านกลับไปที่ภาพยนต์เรื่อง "ทุ่งแห่งฝันข้อความที่เจมส์ เอิร์ลโจนส์ ตัวแสดงคนหนึ่งพูด และดิฉันอยากแบ่งปันให้ทุกท่านรับรู้ โดยขอเปลี่ยนคำที่เขาใช้ว่าเบสบอลเป็นโรตารี ดังนี้
"ผู้คนจะต้องมาที่นี่ เรย์.. พวกเขามาเพราะมีเหตุผลที่ตัวเองก็ไม่อาจอธิบายได้ พวกเขาจะมาที่หน้าบ้านคุณเหมือนเด็กไร้เดียงสา เรียกร้องที่จะได้บัตรผ่านประตู"คุณไปเดินดูรอบ ๆ ก็ได้คุณจะตอบไปอย่างนั้น แล้วพวกเขาก็จะไปหาที่นั่งที่ใกล้เส้นขอบสนามที่เขาเคยนั่งกันตอนที่เป็นเด็ก ๆ แล้วส่งเสียงเชียร์พระเอกของเขาระหว่างดูเกม แล้วตอนนั้นพวกเขาจะรู้สึกเหมือนได้ลงไปแช่ในน้ำอมฤต สิ่งที่จะดำรงอยู่อย่างแน่นอนตลอดทั้งปีคือกีฬาเบสบอลล์  เพราะเบสบอลล์เตือนให้เราเห็นภาพความทรงจำที่ดีและจะดีตลอดไป  คนมากมายจะต้องมาที่นี่แน่นอน"
มวลมิตรโรแทเรียน พวกเรามีสิทธิไปนั่งแถวหน้าที่ใกล้เส้นขอบสนามขององค์กรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และพวกเรามาอยู่ที่นี่เพราะเราได้ลงไปแช่ในนำ้อมฤตของโรตารี
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำหน้าที่เล่าเรื่องของโรตารี





---------------

Activating the Message of Rotary’s Brand

Jennifer Jones RI Director-elect


Not long ago my husband, Nick, and I met with a group of Rotarians in Iowa. Just prior to leaving home, I had an email from a Rotary friend of mine asking us to go to a Detroit Tigers baseball game. When I wrote back and shared with him that we would be away and where we were going, he reminded me of the 1989 movie called “Field of Dreams” that was filmed there.

It’s all about an Iowa corn farmer named Ray who hears voices and interprets them as a command to build a baseball diamond in his field; he does, and then, like magic ... the Chicago Black Sox show up.
My friend reminded me of the scene where Ray’s deceased father appears on the field and asks, “Is this heaven?” and Ray says, “No, it’s Iowa.”
“Iowa? I could have sworn this was heaven,” says his father. And then Ray asks, “Is there a heaven?” “Oh, yeah,” says his dad. “It’s the place where dreams come true.”

There is another place where dreams come true, and that is what I want to talk with you about today. That place is Rotary, and you are going to be the class that more powerfully than ever shows this to the world. At the end of your term as district governor, no one will ever need to ask the question: Who, what, or why Rotary?
As Past President Bill just shared, we are the greatest story never told. For so long, we did our good work quietly and not for recognition. While this was noble, it made it difficult for people to understand the good work of Rotarians and why we exist. What we’ve learned is that when we tell our story, like-minded people want to join with us.
I would venture to say that if I asked everyone in this room, “What is Rotary?” we would have as many answers as people present. While Rotary provides the opportunity for a very personal experience with a broad palette of opportunities, the reality is, we need to have a common voice to help amplify our great message.
Can you envision if every McDonald’s or Starbucks in the world looked or sounded different? They are strong because they have a simple and clear brand and we know exactly what we will get when we do business with them. Just imagine if everyone looked at Rotary the same way. We wouldn’t be having this conversation, would we?

Albert Einstein, whose theories exploded and reshaped our ideas of how the universe works, is considered the most influential physicist and one of the greatest thinkers of the 20th century. Part of Einstein’s charm was his disheveled look. In addition to his uncombed hair, one of his peculiar habits was to never wear socks. Whether it was while out sailing or to a formal dinner at the White House, Einstein went without socks everywhere.
Over his lifetime he was often quoted, and when I read the following, I thought he might have written this for Rotary. He said, “Strive not to be a success, but rather to be of value.”
This, my friends, is a game-changing concept for us, because if you turn that thought on its head, you can see that understanding our “value” is actually the key to our success.
So, how do we measure what is important to us and what is Rotary’s “value proposition”? As you have heard, we studied this question closely, and the result is quite enlightening but not easily fixed with the wave of a wand.
What we learned is that we needed to simplify our message.
Recently, I was interviewed on an American television program about Rotary and all that we do. Just prior to the start of the taping, the host confessed to me that he had been a Rotarian for over 30 years — he attended regularly and enjoyed his lunch club and the fellowship, but it was only recently that he’d finally “got Rotary.” He became involved in a project that delivered coats to disadvantaged children in his community, and for the first time, he became truly engaged.
Imagine that — more than 1,500 club meetings before he finally “got Rotary.” How is that possible? Quite simply, strengthening our brand is essential to Rotary’s future. Our strategy is made up of three components — our essence, our values, and our voice. The first is our essence, or our reason for being.
It can be wrapped up in six simple words — three nouns and three verbs: Join leaders. Exchange ideas. Take Action.
This is how we frame who we are — we join leaders. Every single person in this room is a leader. And what happens when we get a group of leaders together? We exchange ideas. And let’s be honest, once we have shared these thoughts, because we are leaders, we are then compelled to take action.
Our room is already broken into three areas, so let’s have some fun and say this together. This side is “join leaders,” the middle is “exchange ideas,” and the far side is “take action.” You can see the translations on the screen behind me, and I encourage you to say this in whichever language you are most comfortable, or maybe try one different from your own.
(Leads them through saying this as outlined)
“Join leaders, exchange ideas, take action” is such a compelling call to action. It is one that very easily explains who we are and what we do. We are leaders who act responsibly and take action to make our communities flourish and thrive.

If I asked you to describe the brand that is Harvard, what would you say? I suspect we might use words like prestigeintellect, or excellence.
So what do the folks at Harvard think about Rotary and our brand? They think we have taken a bold step in the right direction. According to the authors of an article written this past September in the Harvard Business Review, simplifying our message is the key to our success, and we have taken the right steps toward better clarifying who we are, what we do, and why it matters.
The authors tell us that achieving simplicity in an organization like ours is not easy, but the returns are well worth the effort.
Not that we needed the approval of our friends at Harvard, but they validated some things that we already knew. Like navigating our extensive and varied programming was difficult for members and the public alike, making it hard for our great organization to stay relevant. So we listened and we have changed.
Not only is this good in terms of attracting members but it is also the cornerstone of enhancing Rotary’s public image to build stronger clubs and strengthen service.
The second component of our brand strategy is our values. What is important to note is that our core values, as outlined in our strategic plan, don’t change — they are an important part of what defines us. What we needed to do was to activate the language around them and frame them in a more compelling way. So, for example:
Fellowship is about how we build lifelong relationships. Ethics becomes how we honor our commitments. Diversity is how we connect diverse perspectives. And through service and leadership we apply our expertise to solve the world’s most pressing issues.
And finally, the third component of our brand strategy is our voice, or how we express ourselves. As we create our communication tools, there are four key attributes to focus on. We are smart, compassionate, persevering, and inspiring. This reflects our ability to motivate others to act by conveying hope, enthusiasm, and passion.
On September 11, 2001, I was a young club president in Windsor, Ontario, Canada. Who will ever forget that day? I suspect that almost everyone in this room can remember exactly what they were doing when they learned that the World Trade towers had been attacked in New York City.
It was just about 9 in the morning when the first plane hit, and within the hour I started receiving emails asking what we would do about our Rotary meeting that day. Instinctively, I knew that we needed to be together and I explained that our meeting would still take place at noon. When I arrived a few hours later, I wasn’t sure what to expect. I don’t think anyone missed that day — we needed to be together in shared experience.
As the meeting began, we stood as Canadians and faced the American flag and sang “The Star- Spangled Banner” with great gusto and with tears streaming down our faces.
We needed to connect.
This is the first of three key research findings. We discovered that people join and stay with Rotary because of the connections we make with others and the positive feelings we get by giving back to our community.

Secondly, we are leaders by mindset — the way we think — not by our titles.
This is a significant distinction, especially as we target younger members to be part of our organization. Are young leaders the top managers or CEOs of their company? They are likely not, but they are indeed leaders, and we have so much to learn from each other.
And, finally, Rotary is not just about global impact. We create community impact scaled globally.
The final component of strengthening Rotary revolves around our name. We had to ask ourselves the question: Why, when our wheel has been in existence for more than 100 years, do the vast majority of people in the world still not know who we are? I must confess, this one stung. How could people not know about an organization that, to most of us, feels like part of our DNA?
So, we inserted our first name and placed it next to the wheel as part of what we call Rotary’s signature. Now, when the Rotary wheel appears, our name is front and center.
With the aid of a robust new visual identity toolkit, we are better prepared to share our Rotary story with our members, potential members, partners, and the community at large. Rotarians are embracing this, and I have heard from countless members all over the world that they love our fresh new look and feel.
As I conclude, I would like to take you back to the movie “Field of Dreams” and a passage from the character played by actor James Earl Jones. As I share this, I’d ask you to replace the concept of baseball with Rotary.
“People will come, Ray. They’ll come for reasons they can’t even fathom. They’ll arrive at your door as innocent as children, longing for the past. ‘Of course, we won’t mind if you look around,’ you’ll say. They’ll find they have reserved seats somewhere along one of the baselines, where they sat when they were children and cheered their heroes. And they’ll watch the game ... and it’ll be as if they dipped themselves in magic waters. The one constant through all the years has been baseball. It reminds us ... of all that was once good and could be again. People will most definitely come.”
We, my friends, have reserved seats along the baseline of the greatest organization in the world, and you are here because you have dipped into the magic waters of Rotary.
Now, it’s our job to make sure we are telling our story.