โดย เจมส์ ไฮเดอร์
เมืองไหนดีกว่ากัน ระหว่างริโอเดอจาเนโรหรื
อเซาเปาโล นี่เป็นหัวข้อที่ถกเถึยงกั
นในหมู่คนบราซิล และคงถกเถียงกันไปอีกนาน.
ริโอคือโปสเตอร์ทิวทัศน์ของโลกยุคใหม่ที่เป็นหาดสวรรค์ของผู้นิยมความสุขสนุกสนาน อยู่ท่ามกลางขุนเขาลำเนาไพร ผู้คนงดงามในชุดวับ ๆ แวม ๆ นี่เป็นข้อดีเด่นที่คนเพาลิสตาโน (คนในเซาเปาโล) ต้องยอมรับอย่างเสียไม่ได้ แล้วมักถามกันว่า "แล้วเมืองที่เลิศหรูนั้นจะหาอาหารมื้อดี ๆ ทานกันได้ไหม"
ทั้งนี้เป็นเพราะเซาเปาโลมีอาคารสูงตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบสูงจับจ้องไปยังที่ราบต่ำเบื้องหน้าที่เป็นชายฝั่งทะเล อันเป็นอนุสาวรีย์แห่งชีวิตที่หรูหรา เปรียบดังนิวยอร์คเมืองร้อนก็ว่าได้ ชาวเมืองต่างภาคภูมิใจในความเป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจของโลกที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับเจ็ด และพวกเขายังยืนยันว่าที่นี่เป็นเมืองแห่งอาหารอร่อยที่สุดในอเมริกาใต้
นอกเหนือจากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวที่เซาเปาโลแล้ว หุบเขาอาคารระฟ้าที่เป็นศูนย์กลางอย่างอาเวนนิดา เปาลิสต้าเป็นพื้นที่ ๆ ก่อให้เกิดรายได้ประชาชาติมากถึง ๑ เปอร์เซนต์ของทั้งหมดของประเทศที่มีชายหาดยาวสุดลูกหูลูกตานี้ ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจของชาวญี่ปุ่นโพ้นทะเนี่มากกว่าที่ใด ๆ ในโลก อันเป็นผลสืบเนื่องจากการเปิดประเทศต้อนรับนักลงทุนจากทั่วโลกของบราซิลในช่วยต้น ๆ ของศตวรรษที่ ๒๐ พอดีกับญี่ปุ่นก็ประสบกับความยากลำบากในการทำมาหากินในประเทศตนเองหลังการล้มระบอบศักดินา จึงอพยพออกนอกประเทศมาตั้งถิ่นฐานรวมตัวกันหนาแน่นในเขตที่เรียกว่า "ลิเบอร์เดด" ที่เต็มไปด้วยร้านค้า กลิ่นอายแบบญี่ปุ่น และมีร้านซูชิอยู่มากมายอย่างเหลือเชื่อ
ลที่มากระจุกตัวกันอยู่ที่
ถัดจากลิเบอร์เดดไปสองสามช่วงถนน หากคุณเดินแบบทอดน่องไปเรื่อย ๆ ผ่านโบสถ์ขนาดใหญ่หรือที่มีชื่อว่า "แคททีดรัล ดาเซ" และผ่านอาคารอพาร์ทเมนต์ที่ด้านหน้าตกแต่งด้วยศิลปกรรมยุคใหม่สร้างตอนที่ศูนย์กลางเมืองแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยพื้นที่ปลูกต้นชา ที่นี่คือศูนย์กลางของเมืองซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งโบสถ์คริสต์ของหมอสอนศาสนานิกายเยซูอิท ทำให้มองเห็นถึงสภาพบ้านเมืองแบบบ้านนอกที่สืบทอดให้เห็นในปัจจุบัน ตั้งตระหง่านอยู่ในจตุรัสเหมือนเป็นคนแคระท่ามกลางอาคารที่ทำการขนาดสูงที่มีอายุกว่าร้อยปี พระที่เคยดูแลโบสถ์ไม่มีอีกต่อไปแล้ว อาคารเหล่านั้นถูกครอบครองโดยร้านขนมที่ขายขนมโบโล (ขนมเค้กแบบโปรตุเกส) หรือขนมเค้กที่ทานอร่อยเสริฟพร้อมกาแฟในพื้นที่สวนหลังร้าน
แต่ถ้าหากต้องการเจาะลึกถึงหัวใจของการปรุงอาหารเลิศรสของเซาเปาโลต้องไปที่เมอร์คาโดมูนิซิปาล ตลาดใหญ่ทรงวิคตอเรียที่ดูจากข้างนอกคล้ายปลายทางสถานีรถไฟในลอนดอน สำหรับผู้ที่มาร่วมประชุมใหญ่โรตารีสากล คุณอาจเรียกแท็กซี่จากศูนย์ประชุมอันเฮมบีข้ามแม่น้ำไทเต้ได้อย่างง่ายดาย ภายในตลาดคุณจะพบกับร้านค้าต่าง ๆ มากมายขายสินค้าประเภทเครื่องเทศ ผลไม้ เนื้อสัตว์แปรรูป ปลาค็อดดองเค็ม [ที่พอร์โกเฟลิทซ์ คุณอาจซื้อหมูได้ทั้งตัว หรือตัวแคปิบารา (สัตว์คล้ายหนูที่ตัวใหญ่กว่าแต่ไม่มีหาง)] บนชั้นสองของตลาดคือระเบียงขนาดใหญ่เรียงรายไปด้วยร้านกาแฟ คุณสามารถหาแซนด์วิชและเบียร์เย็น ๆ ที่เรียกกันว่า "ช็อป" ทานดื่มไปพร้อมกับกวาดสายตาดูความวุ่นวายของตลาดด้านล่าง
 |
| Figueira Rubaiyat |
หากคุณต้องการไปตลาดที่ระดับสู
งขึ้นไปอีก เซาเปาโลมีภัตตาคารที่มีชื่
อระดับโลก ดีโอเอ็มคือสุดยอด ที่นี่ตั้งอยู่ในเขตจาร์ดี
มเปาลิสต้ามักรู้จักกันทั่วไปว่
าเป็นที่สุดของอาหารลาตินอเมริ
กา เกรงใจที่จะบอกว่าที่สุดในโลก เชฟอาเล็กซ์ อาทาลา ดังขนาดไทม์แมกกาซีนจัดให้เป็
นหนึ่งในร้อยบุคคลที่ทรงอิทธิ
พลในโลกเมื่อปีที่แล้ว เขาลงทุนปลูกพืชที่จะเอามาใช้
เป็นส่
วนประกอบอาหารเองในแถบอะเมซอน เดินทางบ่อย ๆ เพื่อเสาะแสวงหาพืชพันธ์ธั
ญญาหารที่บางประเภทก็เรียกชื่
อไม่ถูก เขายังช่วยเกษตรกรรายย่อยให้
ทำการเกษตรแบบอินทรีย์เพื่
อจะได้มีรายได้สูงขึ้น ผลที่ตามมาคือการคิดค้นเมนู
อาหารแบบบราซิลเลียนที่เป็นที่
นิยมและทำเลียนแบบกันแพร่หลาย แต่ก็ไม่มีใครเทียบพอจะเป็นคู่
แข่งได้
ฟิกูอีรารุไบยาท ถือดูเหมือนจะเป็นภัตตาคารที่ตั้งอยู่ในทำเลดีที่สุดของเมืองบนถนนสายทันสมัย "แฮดดอกโลโบ" (หรือ รูแฮดดอกโลโบ) ในจาร์ดีมเปาลีสตา สวนภายในภัตตาคารแห่งนี้ มีโต๊ะตั้งอยู่รายรอบต้นไทรขนาดใหญ่ที่มีกิ่งก้านแผ่ขยายออกไปไกลครอบคลุมแขกที่มาใช้บริการเกือบทุกคน ดูไปคล้ายคอไดโนเสาที่ยื่นออกจากลำตัวยาวออกไปจนทะลุหลังคากระจกด้านบน คนส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อทานเนื้อแบบบราซิลเลียนหรืออาร์เจนติน่า แต่เนื้อแกะคือหนึ่งในยอดอาหารจานโปรดที่ผมชอบเป็นพิเศษ และอาหารที่ปรุงโดยปลาจากอะเมซอนก็อร่อยไม่แพ้อาหารในเมืองมานอส.
เชฟอาหารญี่ปุ่นระดับปรมาจารย์ในเมืองก็พบได้ในภัตตาคารระดับบน เช่นที่ไอโซเมะ เข้าไปนั่งที่บาร์ไม้มองดูเชฟเตรียมอาหารอย่างพิถีพิถันไม่ว่าจะเป็นซูชิหรือซาชิมิต้นตำหรับ หรือจะเป็นอาหารพันธ์ผสมญี่ปุ่นกับบราซิลเลียนแบบฟิวชั่นเช่นหอยนางรมย่างโรยเสาวรส
แต่การหาอาหารชิมในตลาดล่างก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดในเซาเปาโลเช่นกัน อาหารภาคพื้นอื่น ๆ หารับประทานได้เช่นกันโดยเฉพาะอาหารทะเลภาคอีสาน ซึ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดต้องเป็นที่โมโคโตะในวีลาเมเดอีรอส ขับรถ ๔๐ นาทีไปทางเหนือจากกลางเมือง ไกลหน่อยแต่คุ้ม มันเริ่มต้นชีวิตเหมือนจากรูกลางกำแพงห้องครัวที่สร้างโดยโฮเส่ โอลิเวียร่า เดอ อัลเมดา ผู้ซึ่งอพยพมาจากเพอร์นัมบูโกในภาคอีสานของบราซิล วิธีการทำอาหารแบบบ้าน ๆ ของเขาซึ่งรวมถึงสูตรลับสุดยอดอาหารปรุงจากเนื้อกับน้ำถั่ว ทำให้ผู้คนหลงไหลรสชาติกันทั่วบ้านทั่วเมืองและตลอดปี เหตุนี้เขาจึงยอมขยายกิจการที่ทำอยู่ออกไปจนนิวส์วีคนำไปบรรจุเป็นหนึ่งใน ๑๐๑ ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก.
ที่โมโคโตะนี้ยังเป็นแห่งแรกในโลกที่บริกรเสิร์ฟเหล้าคาชัคก้า ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เดิมผลิตจากชานอ้อยโดยทาสที่ทำงานในไร่ มักนิยมดื่มเพื่อการเฉลิมฉลอง ลีอันโดร บาทิสต้าจะนำคุณชมห้องเก็บเครื่องดื่มชั้นเลิศหลากหลายประเภทของประเทศ สุดยอดของเครื่องดื่มที่เขาชอบเป็นพิเศษคือยี่ห้อฮาวานาเทียบชั้นได้กับเหล้าสก๊อตที่ผลิตจากมอลต์ มันสูสีกันในด้านความนุ่มและราคา และที่โชว์ได้ว่าดีที่สุดเป็นอันดับสองและคุณสามารถซื้อกลับบ้านได้เลยคือเว็บเบอร์เฮาส์ ที่คุณจะรู้สึกถึงร่องรอยของวนิลา รสชาตินุ่มแบบไวน์ซอแตน (ฝรั่งเศส) มากกว่าจะเป็นสุรา
เมื่อหนังท้องตึงกระเป๋าเริ่มแฟบ ก็ถึงเวลาลองสัมผัสความน่าหลงใหลอีกด้านหนึ่งขอเมืองนี้ นั่นคือฟุตบอลหรือซ็อคเกอร์ แต่ที่นี่เรียกกันว่า "ฟุชบอล" เป็นกิจกรรมที่เป็นมากกว่าความน่าหลงใหลของคนทั้งประเทศ บางคนเปรียบเหมือนเป็นศาสนาหนึ่ง และมันเกิดขึ้นที่เซาเปาโลนี่เอง ชาลส์ มิลเลอร์ บุตรชายของวิศวกรรถไฟชาวสก๊อตมีแม่เป็นชาวบราซิลเลียน เกิดในปี พ.ศ.๒๔๑๗ ได้รับการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ เขาได้เข้าทีมฟุตบอลลอนดอนคอรีนเธียนส์ ซึ่งตอนนี้ปิดตัวไปแล้ว เมื่อเขาเดินทางกลับบ้านเกิด เขาเอาลูกบอลหนังสองลูก รองเท้าฟุตบอลคู่หนึ่ง และคู่มือกฎกติกาฟุตบอลกลับมาบ้านด้วย จากนั้นมากีฬาลูกหนังนี้ก็เป็นที่นิยมในบราซิล และทำให้ประเทศนี้มีชื่อติดทีมดังในประวัติศาสตร์ซ็อคเกอร์โลก โดยมีสถิติชนะเลิศในเวิร์ลด์คัพ ๕ ครั้ง และยังมียอดนักฟุตบอลโลกหลายคนที่มาจากบราซิล
ชื่อ "คอรีนเธียนส์" (ชื่อเต็มคือ "สโมสรกีฬาคอรีนเธียนส์เปาลีสต้า") ปัจจุบันเกี่ยวข้องกับสโมสรดาวรุ่งที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ที่มีแฟนบอลจำนวนหนึ่งยอมออกทุนจัดพิธีศพกับให้บรรดาผู้ให้การสนับสนุนรุ่นเก่าแก่ของทีมฟุตบอลนั้น พวกเขาออกให้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นโลงศพ เครื่องประดับของทีม และนักไวโอลีนที่คอยบรรเลงเพลงประจำทีม มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่เซาเปาโลจะได้รับการเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเวิร์ลด์คัพ ๒๐๑๔ ในสนามใหม่ล่าสุดที่ลงทุนสร้างเกือบห้าร้อยล้านเหรียญสหรัฐ อันถือว่าเป็นบ้านใหม่ของ "คอรีนเธียนส์"
 |
| Museu do Futebo |
ถ้าอยากดูฟุตบอล แนะนำให้เลือกเจ้าภาพของทีมต่าง ๆ อาจเป็น ทีมเซาเปาโล ปาล์มเมอร์ราส และโปรตุเกส ในอนาคตจะมีทีมซานโตสเข้ามาร่
วมด้วย ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลของนักฟุ
ตบอลระดับตำนานของบราซิลที่ชื่อ เปเล่
คุณอาจได้ทั้งอาหารอร่อยและดูฟุตบอลนัดเด็ดโดยไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไปที่สนามกีฬาโมรูมบี้ ตั้งอยู่ในแหล่งหรูหราที่สุดของเซาเปาโล ซึ่งมีชื่อเรียกเหมือนกันว่า "โมรูมบี้" ที่นั่นคุณสามารถเอาบัตรเข้าชมแลกเป็นที่นั่งในร้านอาหารญี่ปุ่น "โคจิ" ได้ ร้านนี้เสิร์ฟซูชิท้องซาลมอนกับมะนาวที่อาจทำให้คุณลืมความสนใจในเกมที่กำลังเล่น ที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่เป็นสนามกีฬาบนพื้นดินที่อาจหาอาหารและเครื่องดื่มดี ๆ รับประทานได้
เพิ่มเติมสำหรับแฟนบอล ผู้แวะเวียนไปที่ "มูซิอูดูฟุชบอล" (พิพิธภัณฑ์ฟุตบอล) ที่เป็นส่วนหนึ่งและอยู่ภายในสนามกีฬาเปาโลมาชาโดเดอคาวาโล อารีนาที่มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1940 แทรกตัวระหว่างอัฒจรรย์ของสนามลาดเอียงแห่งไฮกีอันโนโปลีส (อีกชื่อของโมรูมบี้) ภายในจัดวางเรื่องราวอย่างน่าสนใจแฝงอารมณ์ขันให้เห็น กระนั้นก็สะท้อนให้เห็นความศรัทธาในกีฬาฟุตบอลของชาวบราซิล ทำให้ผู้เยี่ยมชมรู้สึกถึงแง่งามของเกมฟุตบอล ที่อยากอวดคือห้องรูปบราซิลในสีแซปเปียเล่าเรื่องราวในอดีตครั้งเมื่อฟุตบอลเริ่มเข้ามาในประเทศนี้ การจัดแสดงสิ่งของที่เด็กข้างถนนซึ่งบางคนกลายเป็นมหาเศรษฐีในวงการซ็อกเกอร์ เคยเป็นเจ้าของตั้งแต่ของประเภทตุ๊กตาไปถึงถุงเท้าเตะบอลและแม้กระทั่งก้อนหิน ที่มีสีสันมากขึ้นก็คือเสียงบันทึกจากวิทยุในอดีตของนักพากย์กีฬาที่กำลังปลุกเร้าใจผู้ฟังในเกมประวัติศาสตร์การทำประตูของบราซิล (คำเตือนนักทำประตู : ส่วนใหญ่จบลงด้วยเสียงเชียร์อย่างตื่นเต้นของคนดูคล้าย ๆ "โกลลลลลลลลลลลล") และความทรงจำดี ๆ ของนักซ็อกเกอร์ในเกมที่เขาเล่น นักวิจารณ์กีฬาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงความเชื่อที่เขาและครอบครัวเคยมีร่วมกันเมื่อครั้งเป็นเด็ก (เหมือนชาวบราซิลส่วนใหญ่) ว่าเวลานั่งเชียร์ฟุตบอลโลกจะต้องนั่งม้านั่งตัวเดียวกันทั้งบ้าน ในขณะที่ผู้เป็นพ่อจะเอาแมกกาซีนม้วนสอดไว้ที่รักแร้เพื่อนำโชค.
ประวัติศาสตร์ไม่มีให้ชมมากนักในเซาเปาโล เมืองที่ครั้งหนึ่งถูกสร้างภายใต้การครอบครองและด้วยอิทธิพลของยุโรป แล้วก็ถูกลบล้างออกไปด้วยการแพร่ขยายและความซ้ำซ้อนของการพัฒนาอย่างบ้าคลั่ง ดั่งคำกล่าวของนักประพันธ์ชาวอังกฤษ เจมส์ สกูดามัวร์ที่บรรยายในหนังสือชื่อ "เฮลิโอโปลิส" ของเขาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๓ ว่า "เมืองที่ไม่เคยมีการวางผังเมือง เมืองที่ไม่มีมิติของเวลา เพราะชาวเมืองถูกลอบจู่โจมโดยความเป็นเมืองนั่นเอง โดนระเบิดลูกแล้วลูกเล่าอย่างต่อเนื่องจากการบูมปลูกกาแฟ น้ำตาล แล้วก็มายาง มันเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีใครจะหยุดหายใจแล้วถามคำถามว่าเราทำอะไรและจะไปที่ไหน จากนั้นมามันก็ขยายตัวไปเรื่อย และตามมาด้วยการใช้พลังงานอย่างมากมายมหาศาล หากคุณเดินไปในเมืองบางครั้งอาจสัมผัสกับกลิ่นอายบรรยากาศเก่า ๆ จากสถานที่บางแห่งแบบที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน เช่นภาพเลือนรางสีขาวดำของอาคารระฟ้าอย่างในนครนิวยอร์คทศวรรษที่ ๑๙๕๐
ที่เมืองนี้เราสามารถเดินทางไปที่ต่าง ๆได้อย่างง่ายดาย ส่วนต่อขยายของเมืองมีรถไฟฟ้าที่สะดวกและปลอดภัย แท็กซี่มีมากมายและไม่แพงด้วย แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้รถโดยสารเพราะปกติจะแน่นและค่อนข้างวุ่นวายซ้ำยังขับกันเร็วเกินไป อ้างว่าเพื่อความปลอดภัย
 |
| Ibirapuera Park |
หากต้องการจะหลบหนีความสับสนวุ่
นวานในเมืองที่มี
มวลมหาประชาชนถึง ๒๐ ล้านคน ลองไปที่เซ็นทรัลปาร์คแห่
งเซาเปาโลที่ชื่อว่า "อีบีราปูเอรา"ปาร์ค ตั้งอยู่ใจกลางวีลามาเรียนา คุณจะพบกับบึงวางโค้งโอบล้อมด้
วยสนามหญ้าที่เต็มไปด้วยต้นไม้
ชื่อแปลก ๆ ชาวเปาลีสตามาที่นี่เพื่อพักผ่
อนหย่อนใจ ทานปิคนิค หรือวิ่งออกกำลังกายบนทางวิ่งที
่แทรกตัวระหว่างหญ้าที่เขียวขจี ความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ยั
งปรากฎให้เห็นยามค่ำคืนเมื่
อความร้อนของอากาศตอนกลางวันเหื
อดหายไป และน้ำพุในบึงน้ำพุ่งขึ้นรั
บแสงที่แดงและส้มที่ส่
องจากสปอตไลท์ดูคล้ายสายฟ้าแล็บ
หากจะมีสถานที่สักแห่งหนึ่งที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของความซ้ำซ้อนของการพัฒนา นั่นก็คือพิพิธภัณฑ์แห่งเปาลีสต้า (หรือ มูซิอูเปาลิสต้า) สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๓๘ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ปัจจุบันเน้นแสดงประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ ที่นี่ตั้งอยู่ในสวนบนเนินเขาทอดผ่านสระและบ่อน้ำหลายแห่งไปจรดที่อนุสาวรีย์ (ประกาศอิสรภาพจากโปรตุเกส) ขนาดใหญ่
 |
| Instituto Butantan |
แต่หากต้องการจะหลบหนีไปไกลสั
กหน่อย ก็ลองจับแท็กซี่ไปที่อินสติตู
โตบูตันตัน (ศูนย์วิจัยการแพทย์ชีววิทยา) แรกเห็นรู้สึกคล้ายอยู่ในยุ
โรปยุคสวยงาม (Belle
Époque Europe) ที่มาตั้งอยู่กลางป่าเขตร้อนอย่
างชานเมืองภาคตะวั
นตกของเซาเปาโล พื้นที่ตรงนี้ถือว่าเป็
นเขตชนบทและดูแปลกตา สถาบันนี้สร้างขึ้นกว่าร้อยปี
มาแล้วเพื่อเป็นศูนย์วิจั
ยทางการแพทย์เพื่อต่อสู้กั
บการระบาดของกาฬโรคในเวลานั้น ดังนั้นจึงมีการเลี้ยงงูพิษไว้
หลายสายพันธ์ (โชคดีที่ยังเป็นศูนย์วิจัย และนับได้ว่าเป็นสถาบันที่ใหญ่
ที่สุดในลาตินอเมริกาที่ผลิ
ตและจำหน่ายยาต้านพิษงู ยาต้านสารพิษต่าง ๆ และวัคซีนชนิดต่าง ๆ) คุณอาจเดินชมคอกงูพิษ งูจงอาง คิงสเนก และงูเหลือม นอกจากนี้ยังมีมุมสะสมแมงมุมยั
กษ์เขตร้อนที่จะทำให้ขนบนผิวคุ
ณลุกได้ มีป้ายอันหนึ่งในสวนเตือนผู้
มาเยี่ยมชมไม่ให้เข้าไปในบริ
เวณป่าที่ลึกเข้าไป จากการเยี่ยมชมสัตว์ในกรงที่นี่
คุณคงไม่รู้สึกอยากฝืนคำเตือนนี
้
 |
| Samba de Rainha |
เซาเปาโลยังมีแหล่งฟังดนตรีที่
น่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะที่เป็นจังหวะเร่าร้
อนแบบแซมบ้า ในใจกลางเมืองที่บาร์โวเซ่ไวซิ
กิแซร์แถบรวมตัวคนทันสมัยที่ชื่
อ พลาซ่าโรเซอเวลท์มีชื่อในด้
านการดึงดูดนักฟังดนตรี หรือที่บาร์ฟาเวลา วิลามาดาเลนา มีการแสดงของนักดนตรีหญิงชื่
อวงว่า "แซมบ้าเดอฮายนา" (หรือ แซมบ้าควีน) เล่นที่นี่ทุกวันอาทิตย์ หรืออาจลองสัมผัสกับกราซีอาดิ
โอ บาร์ยืนเต้นที่วัยรุ่นของที่นี่
เต้นตามจังหวะที่เขาชอบ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้วอย่
าเข้าไปใกล้ศูนย์กลางเมืองเก่
าที่ใกล้กับ "เซ" แต่บาร์และภั
ตตาคารในแถบถนนจาร์ดีมเปาลีสต้
าและพินแฮรอสปลอดภัยสำหรั
บการเที่ยวดื่มกิน
วิธีปิดฉากวันแห่งการท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเซาเปาโลวิธีหนึ่งคือการปิดด้วยไกปิรินยา หรือเหล้าค็อกเทลคาชัคกาพร้อมกับบีบมะนาวผสมน้ำตาล ถ้าจะจบแบบนี้ต้องไปที่ถนนแอสปิกวยต้าใกล้ ๆ วีลามาดาลีนา ซึ่งเป็นทั้งภัตตาคารและที่ฟังเพลง และตลอดทางเท้าที่คลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวเปาลีสต้าแฝงตัวในความมืดทำในสิ่งที่วัยรุ่นเมืองเป็นที่รู้จักทำกัน -สุขกันเถิดเรา
ลงทะเบียนร่วมประชุมใหญ่โรตารีสากลปี ๒๕๕๘ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๖-๙ มิถุนายน โดยให้ลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนวันที่ ๑๕ ธันวาคม ได้ที่ www.riconvention.org
A Day to Light Up Rotary in Sao Paolo
by James Hider
Which is the better city, Rio de Janeiro or São Paulo? That is the great debate that dominates Brazilian life, and probably always will.
Rio is the global poster child for beachfront hedonism, with its mountains and jungles and beautiful people in skimpy clothing. This is something paulistanos grudgingly admit. They then invariably ask, “Where in the Marvelous City can you get a decent meal?”
Because São Paulo, its concrete towers peering from a plateau over the coastal plain, is a monument to fine living, a tropical version of New York. Its busy denizens pride themselves on being the business heart of the world’s seventh-largest national economy, and they argue with justification that Sampa, as the city is known, is the culinary capital of South America.