Monday, June 30, 2014

WHY Rotary Year Begins on 1 July

Rotary's first fiscal year began the day after the first convention ended. The convention of the Rotary Clubs of America was held in Rotary’s birthplace, Chicago, in 1910.
ทำไมวันเริ่มต้นปีโรตารีจึงต้องเป็น ๑ กรกฎาคม
เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไม ปีบริหารของโรตารีจึงต้องเริ่มต้นในวันที่ ๑ กรกฎาคม ของทุกปี
ในช่วงแรกเริ่มนั้น เราใช้วันแรกหลังจากวันสุดท้ายในการประชุมใหญ่โรตารีสากลเป็นวันเริ่มต้นปีโรตารี และวันเริ่มต้นปีที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โรตารีคือวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๕๓ และในปีต่อมาคือปีโรตารี ๒๔๕๔-๕๕ ก็ใช้ระบบเดียวกัน คือวันแรกของปีบริหารคือวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๕๔ 
จนกระทั่งการประชุมในปี พ.ศ.๒๔๕๕ คณะกรรมการบริหารมีมติให้เริ่มมีการตรวจสอบงบการเงินของโรตารีสากล (ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า "สมาคมแห่งสโมสรโรตารี") ผู้ตรวจสอบบัญชีจึงเสนอว่าควรกำหนดปีการเงินขององค์กรโรตารีให้สิ้นสุดในวันที่ ๓๐ มิถุนายน เพื่อว่าจะได้เผื่อเวลาให้เลขานุการและเหรัญญิกได้ทำสรุปงบการเงินและผลงานได้เพียงพอที่จะนำเสนอในการประชุมใหญ่ประจำปี และนำเสนอแก่คณะกรรมการบริหาร ตลอดจนจะได้จัดทำรายงานให้เพียงพอต่อตัวแทนสโมสรโรตารีทั่วโลกที่จะมาร่วมประชุม
คณะกรรมการบริหารจัดทำเป็นวาระเสนอเพื่อพิจารณา และในเดือนเมษายน ๒๔๕๖ ก็มีการกำหนดให้วันที่ ๓๐ มิถุนายน ในปีนั้นเป็นวันสิ้นสุดปีโรตารี  ปฏิทินโรตารีนี้ยังใช้ในการสรุปรายงานจำนวนสมาชิกสโมสรของปีเพื่อการกำหนดค่าบำรุง ซึ่งนิตยสารเดอะโรแทเรียนก็กำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดการเป็นสมาชิกในทำนองเดียวกันนี้ (โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ฉบับที่ ๕ เดือนกรกฎาคม ๒๔๕๗)

โรตารีสากลยังคงประเพณีการจัดประชุมใหญ่ในเดือนกรกฎาคม / สิงหาคมของทุกปีจนถึงปี พ.ศ.๒๔๖๐ โดยในการประชุมใหญ่ปี พ.ศ.๒๔๕๙ ที่ประชุมตัวแทนสโมสรโรตารีทั้งหมดมีมติให้เปลี่ยนวันประชุมใหญ่ไปเป็นเดือนมิถุนายน ด้วยเหตุผลว่า อากาศในเดือนกรกฎาคม / สิงหาคมนั้นร้อนเกินไป ดังนั้นในปีถัดไปจึงกำหนดการประชุมใหญ่ในวันที่ ๑๗-๒๑ มิถุนายนที่เมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย

ศัพท์คำว่า "ปีโรตารี" จึงได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ซึ่งปรากฎอยู่ในนิตยสารเดอะโรแทเรียนฉบับเดือนกรกฎาคมของปีนั้น ในข้อความที่ว่า "ปีโรตารีที่กำลังจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วนี้ สามารถเห็นได้จากสัญญานของความสำเร็จในการจัดประชุมร่วมกันของสโมสรโรตารีหลายแห่ง ที่สามารถจัดร่วมกันได้ง่ายสะดวกสบายยิ่งขึ้น"
จากผลของการลงมติของคณะกรรมการบริหารโรตารีสากลในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ วันสิ้นปีโรตารีจึงถูกกำหนดให้เป็นวันที่ ๓๐ มิถุนายน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

WHY THE ROTARY YEAR BEGINS 1 JULY

Ever wonder why the Rotary year begins 1 July? The international convention initially played a key role in determining the start date of our fiscal and administrative year.

Rotary's first fiscal year began the day after the first convention ended, on 18 August 1910. The 1911-12 fiscal year also related to the convention, beginning with the first day of the 1911 convention on 21 August.
At its August 1912 meeting, the Board of Directors ordered an audit of the International Association of Rotary Clubs' finances. The auditors recommended that the organization end its fiscal year on 30 June to give the secretary and treasurer time to prepare a financial statement for the convention and board, and determine the proper number of club delegates to the convention.
The executive committee concurred, and at its April 1913 meeting, designated 30 June as the end of the fiscal year. This also allowed for changes to the schedule for reporting club membership and payments. Even The Rotarian changed its volume numbering system to correspond to the fiscal year (beginning with vol. 5, July 1914).
Rotary continued to hold its annual conventions in July or August until 1917. Delegates to the 1916 event in Cincinnati, Ohio, USA, approved a resolution to hold future conventions in June, mainly because of the heat in cities where most of them occurred. The next one was held 17-21 June in Atlanta, Georgia.
The term "Rotary year" has been used to signify Rotary's annual administrative period since at least 1913. An article in The Rotarian that July noted, "The Rotary year that is rapidly drawing to a close has been signalized by several highly successful joint meetings of Clubs that are so situated as to assemble together easily and conveniently."
Since the executive committee's decision in 1913, the end of the Rotary year has remained 30 June.

Thursday, June 19, 2014

A Toast to Rotary


คำกล่าวสดุดีโรตารี

ในโอกาสพิเศษแห่งการจัดพิธีเฉลิมฉลองของโรตารี คณะผู้จัดงานมักเชิญผู้ใหญ่ในโรตารี หรือในสโมสร (หากเป็นงานของสโมสรเอง) ขึ้นกล่าวสดุดีโรตารีหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า A Toast to Rotary International ซึ่งเนื้อหาและโครงสร้างของคำกล่าวมีมาตรฐานคล้าย ๆ กัน
ต่อไปนี้จะขอเสนอตัวอย่างคำกล่าวสดุดีโรตารีที่นับว่าเป็นมาตรฐานที่ดีและครบถ้วน

ท่านประธานจัดงาน 
มวลมิตรโรแทเรียน และแขกผู้มีเกียรติ
ผมขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโรตารีสากล ที่ถือองค์กรมิตรภาพระดับโลก 
แม้องค์กรบำเพ็ญประโยชน์ทั่วโลกในปัจจุบันจะพบกับสภาวะความกดดันในการทำงานจนต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก แต่โรตารีดูเหมือนจะเป็นองค์กรที่จำเป็นจะต้องดำรงอยู่ต่อไปด้วยเหตุผลแห่งวัตถุประสงค์ขององค์กรแห่งนี้ ที่เกิดมีขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 
ตลอดเวลา 110 ปี เราผ่านวิกฤติการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สงครามโลก สงครามกลางเมือง อุบัติภัยธรรมชาติ น้ำขาดแคลนหรือน้ำท่วม วิกฤติการณ์ด้านสุขอนามัยของโลก อันเป็นความท้าทายกับองค์กรบำเพ็ญประโยชน์ทุกแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรตารี  
ท่านเป็นส่วนหนึ่งของโรแทเรียน 1.2 ล้านคนที่กระจายอยู่ในกว่า 200 ประเทศและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ทั่วโลก  ดังนั้นเมื่อผมกล่าวว่าท่านเป็นสมาชิกขององค์กรมิตรภาพระดับโลก ท่านได้เกียรติเช่นนั้นจริง ๆ
โรตารีและโรแทเรียนไม่เกรงกลัวสิ่งท้าทาย ดังคำกล่าวของท่านผู้ก่อตั้งโรตารี พอล พี แฮร์รีสที่ได้กล่าวไว้ในการประชุมใหญ่ที่ฮาวันนา ประเทศคิวบา เมื่อปี ค.ศ.1940
"โรตารีต้องยืนหยัด  แม้กาลเวลาเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ไป แต่โรตารียังคงยืนหยัดต่อไป เพราะอะไรและทำไมเป็นเช่นนั้น ก็เพราะโรตารีบดย่อยรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ยกเว้นความกลัว ความชิงดีชิงเด่น และความคลางแคลงใจ แต่เราคือองค์กรที่เป็นแท่นศิลาแห่งมิตรภาพ ขันติ และอรรถประโยชน์ ที่มีความยั่งยืนและไม่สามารถถูกทำลายลงได้"
ผมภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของโรตารีและประเทศไทย และผมขอเชิญทุกท่านยืนขึ้นเพื่อดื่มสดุดีให้กับโรตารีสากล
….เพื่อโรตารีสากล


Mr. /Madam Chairman,

Distinguished guests, my fellow Rotarians, friends of Rotary, ladies and gentlemen;

I congratulate you all on being a part of the World Wide Fellowship of Rotary International.
Service Clubs seem to have become less popular during the more affluent years.
But Rotary is just as necessary today as it was when it was first introduced in 1905.
Wars, civil unrest, natural disasters, water shortages and worldwide health issues continue to be a challenge for Service Clubs and in particular Rotary.
You are part of over 1.2million Rotarians in 200 Countries and geographical areas. When I say you are members of the world wide fellowship of Rotary International, I mean it literally.

Rotary and Rotarians love a challenge. To quote our founder Paul Harris at the 1940 RI Convention in Havana Cuba:
“Rotary stands; though the tempest rage about – Rotary still stands. Why and how? Because it is grounded not on fear, rivalry, and suspicion, but on the eternal and indestructible rocks of friendliness, tolerance, and usefulness”.
I am proud to be a part of Rotary International,  and I ask you all to stand and join me in drinking a toast to Rotary International
To Rotary International

Wednesday, June 18, 2014

The New President

เยี่ยมบ้านประธานโรตารีสากล
Gary CK Huang, 2014-15 RI President


แกรี่ ซีเค ฮวง ประธานโรตารีสากลคนใหม่
แกรี่ ฮวง เล่นกีฬาหลายประเภทแต่ที่ชอบที่สุดคือบาสเก็ตบอล เขาเป็นกัปตันทีมและเล่นตำแหน่งพอยท์การ์ด (นักส่งลูก) ในทีมโรงเรียนมัธยม "เพราะผมตัวไม่ค่อยสูงนัก แต่เล่นไว" เขาฉายภาพความทรงจำให้ฟัง "ผมรู้ดีว่าจะพาลูกไปอย่างไรเพื่อให้ทีมของเราขนะ".
นั่นเกิดขึ้นหลายสิบปีมาแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นเกมบาสเก็ตบอล หรือธุรกิจ หรือโรตารี การเคลื่อนลูกบอลจะต้องเป็นไปในเกมที่ฮวงวางเอาไว้  เขานิยมการปฏิบัติและการเดินไปข้างหน้า  เขาเป็นคนประเภทกระหายสิ่งท้าทาย อย่างเมื่อตอนที่สโมสรโรตารีไทเปบอกเขาว่าเขาเด็กเกินไปที่จะเป็นสมาชิกสโมสรฯ เขาก็ยังดื้อ ตั้งหน้าตั้งตาไปร่วมประชุมกับสโมสรอยู่ได้ถึง 9 เดือน จนเขาได้รับเชิญจริง ๆ ในตอนอายุได้ 30 ปี ซึ่งเขาก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวแค่นั้น เพราะหลังจากนั้นอีกห้าปี ฮวงได้เป็นนายกสโมสร และเป็นผู้ว่าการภาคที่อายุน้อยที่สุดในไต้หวันในเวลาต่อมา  และได้เป็นกรรมการอำนวยการโรตารีสากลและกรรมการทรัสตีมูลนิธิโรตารีคนแรกของไต้หวัน และในเดือนนี้เขาได้เป็นประธานโรตารีสากลคนจีนคนแรก
ฮวงเกิดที่มณฑลฟู่เจียน ภาคใต้ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน  เขาเป็นลูกคนที่สามจากทั้งหมดเจ็ดคน เช่นเดียวกับคนจีนอีกเป็นจำนวนมากในขณะนั้นที่ไม่พอใจการครอบครองประเทศของคอมมูนิสต์ ครอบครัวฮวงจึงย้ายมาอยู่ในไต้หวันในปี พ.ศ.2490 เมื่อตอนที่แกรี่อายุได้ 1 ขวบ.
พ่อแม่ของฮวงเคี่ยวเข็นให้เขาเรียนหนังสืออย่างหนัก แต่ก็ไม่ละเลยที่จะสอนให้เขาเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ นอกโรงเรียนด้วย  "พ่อเคยพูดไว้ว่า เรียนให้ได้ปริญญาก็ดีอยู่ แต่ก็ต้องร่วมทำกิจกรรมและเข้าสมาคมด้วย เพราะมันจะช่วยผมได้มากในอนาคต" ฮวงกล่าว 
แม้คุณพ่อของฮวงจะไม่ใช่โรแทเรียน แต่ก็ยังปลูกฝังทัศคติแบบโรตารีให้กับลูกๆ  คุณพ่อมักพูดว่า การช่วยเหลือผู้อื่นคือการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำ ผลก็คือ ฮวงได้เป็นประธานนักเรียนตอนเรียนในระดับมัธยมศึกษา นอกจากเล่นบาสเก็ตบอลแล้ว เขายังเล่นฟุตบอล วิ่งแข่ง และด้วยกำลังจากแม่ เขาเข้าร่วมแข่งขันประกวดสุนทรพจน์ และยังเป็นหัวหน้ากล่าวปลุกใจในโรงเรียนทุกเช้าเป็นเวลานานตลอดหกปี "พ่อมีความสุขกับผลงานที่ผมทำ" ฮวงกล่าว "ทุกครั้งที่มีกิจกรรมโรงเรียนที่เป็นพิธีการ ไม่ว่าเขาจะไม่ว่างขนาดไหน ก็จะต้องไปร่วมงานจนได้".
หลังจากจบมัธยมศึกษาเขาเข้ารับราชการทหารสองปี ก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอิสเทิร์นมิชิแกนในเมืองยิปสิแลนติ เขาจำช่วงเวลาดี ๆ ที่นั่นได้ดีเพราะเป็นห้วงเวลาที่บริสุทธิ์และเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับโลกตะวันตกกลางให้กับเด็กเมืองที่มาจากไต้หวัน  เขาอาศัยอยู่กับครอบครัวอเมริกันผู้ตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้เขาว่า "แกรี่" เพราะครอบครัวนี้ชอบนักแสดงที่ชื่อ แกรี่ คูเปอร์  แกรี่ ฮวงใช้เวลาว่างทำงานหลังเลิกเรียนที่สถานีบริการน้ำมัน เขาเริ่มจากรายได้ชั่วโมงละ 1.25 เหรียญ และหลังจากนั้นสองสามปี ค่าจ้างก็ขยับขึ้นไปจนถึง 4.75 เหรียญต่อชั่วโมง ตอนที่เรียนจบบริหารธุรกิจในปี พ.ศ. 2514 เขาซื้อแหวนบัณฑิตให้กับตัวเอง "มันเป็นของชิ้นแรกที่แพงที่สุดที่ผมซื้อด้วยเงินที่ตัวเองหามาได้ เพราะฉะนั้นผมจะสวมแหวนนี้อยู่ตลอดเวลา" เขากล่าว
กระนั้นยังไม่นับเป็นการสำเร็จการศึกษาของฮวง เพราะบิดาของเขาได้รับตำแหน่งเป็นประธานบริษัทประกันภัยในไต้หวันและต้องการให้ลูกชายเตรียมตัวสำหรับการถ่ายโอนธุรกิจทางด้านนี้  ฮวงจึงต้องเข้าเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และใช้เวลาเพิ่มเติมในประเทศอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมันนี และญี่ปุ่นเพื่อเก็บความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยและเพื่อสร้างเครือข่ายในต่างประเทศ  หลายปีต่อมา ฮวงยังคงสร้างเครือข่ายไปทั่วโลกในฐานะประธานโรตารีสากล
เมื่อกลับประเทศไต้หวัน ฮวงเข้าทำงานกับบริษัทประภันภัยเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งเขาสามารถสร้างบริษัทนี้ให้เป็นบริษัทประกันภัยชั้นแนวหน้าของประเทศได้ในระยะเวลา 15 ปี  เขาทำข้อตกลงกับประธานบริษัทไว้ว่า ขอให้เขามีเวลาสำหรับการร่วมงานกับโรตารี "ผมต้องการทำงานให้โรตารีอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" เขากล่าว
เมื่อฮวงเริ่มประสบความสำเร็จในอาขีพการงานและในโรตารี แม่ของเขาจะคอยดึงเขาไม่ให้ลอยตัวสูงเกินไป  ถึงตอนนี้เธอก็ยังทำอย่างนั้นแม้จะอายุ 95  ปีแล้วก็ตาม  "ผมรู้ว่าแม่ภาคภูมิใจในตัวผม" เขากล่าว "แต่ไม่ว่าผมจะประสบความสำเร็จขนาดไหน เธอก็จะไม่พูดยกยอผม"
ปีที่เขาเข้าเป็นสมาชิกโรตารีก็เป็นปีเดียวกันกับที่เขาพบ คอรีนนา เหยา ภรรยาของเขา ที่ห้องสมุดในโบสถ์ "เขาขยันโทรหาฉันตลอด" เหยากล่าว แต่ฮวงจำได้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น "ความจริง เธอคือคนที่จีบผมต่างหาก" ฮวงแย้ง
เขาชอบแสดงออกและชอบเข้าสังคม ส่วนเธอออกจะเก็บตัว "ดิฉันสงสัยว่าเราจะเข้ากันได้ยังไง" คอรีนนากล่าว "แต่ผ่านมา 38 ปีแล้ว เราก็ยังอยู่กันได้ดี" คู่สามีภรรยานี้ได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกสามคน บุตรีสองและบุตรชายหนึ่งคน และตอนนี้มีหลานสองคนแล้วด้วยชื่อ เอ็ดดี้ และอีแวน  คนหลังนี้เกิดในวันที่ฮวงได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานโรตารีสากล ฮวงจึงตั้งชื่อล้อตามโอกาสที่เขาจะได้ไปทำงานที่ "อีแวนสตัน"  
ฮวงและเหยาช่วยกันเลี้ยงลูกให้เติบโตพร้อม ๆ กับโรตารี ดังนั้นความทรงจำของเด็ก ๆ จึงมีโรตารีอยู่ด้วยเสมอ  "หนูต้องการทำสิ่งที่คุณพ่อทำกับเพื่อน ๆ ในโรตารี เติบโตขึ้นมาท่ามกลางป้า ๆ ลุง ๆ ในโรตารี" ลินดา ลูกสาวคนโตกล่าวกับพ่อของเธอ  แนนซี่ ลูกสาวคนที่สองจำได้ว่าเคยไปเยี่ยมสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากับคุณพ่อตอนเธอยังเล็ก ๆ "เป็นครั้งแรกที่หนูได้เรียนรู้ว่าโรตารีทำอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อรักมาก" ลินดากล่าว
โครงการช่วยเหลือเด็กกำพร้าเป็นโครงการแรกที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ฮวงเมื่อ 30 มาแล้ว ตอนนั้นเขาเข้าเยี่ยมที่ศูนย์และต้องชงักเมื่อเห็นเด็กถูกยัดเยียดอยู่ในห้องเดียวกันตอนกลางคืน เด็ก ๆ หลายคนทานข้าวจากชามเดียวกัน เด็กหลายคนอายุพอ ๆ กับลูก ๆ ของเขา ที่ศูนย์แห่งนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างต้องปรับปรุง เช่นหลังคา ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ผ้าอ้อมและของใช้สิ้นเปลืองต่าง ๆ สโมสรไทเปสามารถจัดหาสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการเหล่านี้ แต่ฮวงก็อยากให้มากกว่านั้น เขากับเพื่อนโรแทเรียนอีกคนหนึ่งเสนอให้การอุปการะแก่เด็กหญิงสองคน โดยเลือกเด็กที่มีอายุ 4 ขวบทั้งสองคนซึ่งมีปีเกิดนักษัตรปีเดียวกับเขาและเพื่อนคนนั้น นั่นคือปีระกา  พวกเขาจะพาหนูน้อยสองคนนี้ไปทานอาหารเย็นด้วยกันเดือนละครั้ง  และจ่ายค่าใช้จ่ายในการเรียนจนถึงระดับวิทยาลัย  หลังจบการศึกษาพวกเขายังช่วยออกเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานเลี้ยงแสดงความยินดี ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวฮ่องกง และหางานให้แก่เด็กทั้งสองทำเมื่อเดินทางกลับบ้านแล้ว สามสิบปีต่อมาพวกเขายังได้พบปะทานอาหารเย็นประจำเดือนกัน พร้อม ๆ กับครอบครัวของหญิงสาวทั้งสอง
ฮวงเชื่อว่าโรตารีน่าจะช่วยยกระดับชีวิตของผู้คนได้ คำขวัญที่เขาเลือกที่ว่า "รวมใจจุดประกายโรตารี" สะท้อนให้เห็นแรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะนำพาโรแทเรียนทั้งหลายช่วยจุดแสงว่างให้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ยังมืดมิดอยู่  ฮวงยังหวังด้วยว่าการรวมใจจุดประกายโรตารีจะเป็นแรงบันดาลใจให้โรแทเรียนช่วยกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กรนี้  เขาต้องการให้โรตารีเป็นที่ให้ความสุขและสนุก ไม่ใช่แค่สนุกแต่เป็นความสนุกที่สร้างความผูกพันธ์ฉันมิตร อยากอยู่ร่วมกันและอยากให้เพื่อนอื่น ๆ มาเข้าร่วมสโมสรด้วย
การหาสมาชิกเพิ่มเป็นทักษะพิเศษของฮวง ตอนที่เขาเป็นนายกสโมสร สมาชิกเพิ่มจาก 102 เป็น 138 คน ตอนเป็นผู้ว่าการภาคเขาเพิ่มสโมสรให้กับภาคที่ดูแลถึง 19 แห่ง  "ถ้าคุณจะเชิญใครมาเป็นสมาชิก คุณต้องสร้างความสนใจให้เกับเขา" เขาให้เหตุผล "เมื่อเขาชอบ เขาจะกลับมาอีก" 
เซเลีย เอเลนา ครูซ เดอ กีอาย กรรมการอำนวยการโรตารีสากลและเพื่อนของฮวง สนับสนุนวิธีนี้ "โรตารีเป็นองค์กรที่ทำงานกันจริงจังแต่ไม่ใช่แบบเป็นทางการ ประธานแกรี่เน้นทำโรตารีให้สนุกเวลาที่พวกเราทำงานบำเพ็ญประโยชน์" เธออธิบาย
The Huang Family

ฮวงยังให้การสนับสนุนเต็มที่กับแนวคิดการเพิ่มสมาชิกหนุ่มสาวและสมาชิกสตรี "โรแทเรียนบางคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการการเพิ่มสมาชิกเพศหญิงหรือสมาชิกที่อายุน้อย" เขากล่าว "แต่ถ้าเราได้สมาชิกหนุ่มสาว พวกเขาจะเป็นอนาคตของเรา ในไม่กี่ปีพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ยิ่งขึ้นและเป็นคนดียิ่งขึ้น และอาจรวยกว่าพวกเราด้วย" ฮวงกล่าวติดตลก "มันดีสำหรับพวกเขา ดีสำหรับโรตารี และดีสำหรับสังคมของเรา"
แม้จะเป็นการกล่าวให้ตลก แต่ฮวงก็จริงจังกับการหาเพิ่มสมาชิกให้กับสโมสรอย่างยิ่ง โดยเขาได้ชวนสมาชิกในครอบครัวมาเป็นสมาชิกสโมสรด้วย ภรรยาได้รับเชิญเป็นคนแรก จากนั้นก็ตามด้วยลูกทั้งสามคน แต่ละคนก็อยู่กันคนละสโมสร  บิลลี่ ลูกชายของเขาเชื่อว่าการที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกทำให้ครอบครัวของเราใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น "เราร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน" เขากล่าว "และผมก็เข้าใจคุณพ่อได้ดีขึ้นด้วย"
ฮวงตื่นเต้นทุกครั้งที่ผู้เกี่ยวข้องในชีวิตของเขาได้เข้าร่วมกันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ นี่เป็นการให้ความหมายใหม่กับคำว่าครอบครัวโรตารี  เขาหวังว่าโรแทเรียนอื่น ๆ จะทำตามอย่างที่เขาทำ "ทำไมเราจะต้องทิ้งครอบครัวไว้ที่บ้าน เพื่อตัวเองจะได้ไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์  ในเมื่อคุณทำด้วยกันก็ได้" เขาแนะนำ "ทำอย่างนี้แล้ว การทำความดีก็จะกลายเป็นงานของครอบครัวไปด้วย"
ทุกวันนี้ ฮวงเล่นกอล์ฟแทนบาสเก็ตบอล แต่เขาก็ยังคงเป็นคนคุมเกมที่เล่นในทีม รวมทั้งทีมโรตารี ที่จะต้องชนะเท่านั้น.

โดย ซูซี่ หม่า

Tuesday, May 20, 2014

There's no success without successors


"ไม่มีผู้สืบทอด ยังไม่นับว่าสำเร็จ"
นั่นคือวิถีทางของโรตารีที่เป็นมา ๑๐๙ ปี และดังนั้นเราจึงถือว่าพิธีสถานปนาผู้ว่าการภาคในคืนวันเสาร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านพ้นไปแล้วเป็นสัญญลักษณ์แห่งความสำเร็จของผู้ว่าการภาคประวิทย์อย่างงดงาม  และจะยิ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมหากความสำเร็จจากผลงานที่ท่านผู้ว่าการภาคได้ถูกนำขึ้นเป็นพิมพ์เขียวในการทำงานปีต่อไป 

เช่นเดียวกับคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ภาคที่เป็นอีกทีมงานหนึ่งที่มีทีมงานใหม่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สโมสรในภาคในปีโรตารีต่อไป ในปีหน้าเราจะมี อน. ปรพล อธิรักษ์ศีล นำทีมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ภาค ทีมงานที่ท่านได้คัดเลือกมาอย่างดี จะช่วยให้องค์กรโรตารีได้รับการสนองตอบจากสาธารณชนในทุกด้านที่เป็นเป้าหมายของโรตารีสากล ภาคและทุกสโมสร ทั้งนี้ไม่เพียงเป็นผู้ที่มีวิชาชีพที่สนับสนุนการทำงานประชาสัมพันธ์ได้อย่างดีแล้ว เสี่ยปอ (ชื่อเล่นที่ชาวโรแทเรียน ๓๓๕๐ รู้จัก) ยังเป็นผู้ที่เข้าได้ดีกับโรแทเรียนในทุกระดับและยังเป็นผู้นำภาคในการนำคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ภายนอกของทีมงานชุดที่กำลังจะผ่านพ้นหน้าที่นี้ด้วย

ในฐานะประธานประชาสัมพันธ์ภาค ผมขอขอบคุณกรรมการในคณะทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นประธาน ปชส.นอก ที่ได้กล่าวถึงแล้ว รทร.พิษณุ ก็ทุ่มเทการทำงานอย่างมากในหน้าที่ประธานประชาสัมพันธ์ภายใน ที่พยายามทำหน้าที่นี้โดยไม่ยอมให้โรแทเรียนในภาคไม่รู้ความเป็นไปของโรตารีในภาคเรา  ผมขอขอบคุณกรรมการที่อุทิศเวลาและกำลังเพื่องานประชาสัมพันธ์ในภาคได้แก่ อน. วรเดช อน.กิตติธเนศ (๙) ผชภ. ตรอง อน. รุ้งภร ผชภ. มงคล (บอย) อน.กิตติวงธ์ (โปรมิ้ง) รทร. ชัยยุทธ และที่ให้กำลังใจและแนวทางเป็นอย่างมากคือ ที่ปรึกษาของคณะกรรมการชุดนี้ อน. ฤทธิณรงค์ กุลประสูตร ที่ทำให้พวกเราเข้าใจว่า PR โรคแมพคืออะไร สำคัญอย่างไร 

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณท่านผู้ว่าการภาคประวิทย์ที่ให้โอกาสผมและทีมงานในการทำงานที่สำคัญหนึ่งในสามของยุทธศาสตร์โรตารี  ผมหวังว่าการทำงานตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นกับภาคของเราบ้างโดยเฉพาะในด้านการประชาสัมพันธ์  

ท้ายที่สุดขอฝากข้อคิดให้เพื่อนโรแทเรียนทุกท่าน โดยได้เห็นจากยี่ห้อเครื่องสำอาง "GRACE" ที่ปรากฎบนกระเป๋าเครื่องสำอางค์ของโรตารีแอนน์ที่บ้าน เขาบรรยายไว้ว่า
ปรัชญา: ไม่ว่าคุณจะทุ่มเทเพียงใดในการปีนขึ้นเขา ตอนลงเขาก็มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตคนเราต้องผ่านอุปสรรคที่หนักหน่วงหฤโหดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งเราจะได้บทเรียนที่แพงแสนจะหฤโหดเข่นกัน แต่ในที่สุดเราก็จบลงเหมือนกันตรงคำพูดคำเดียว "งดงาม" หากเพียงเรารู้จักยอมรับชัยชนะและความพ่ายแพ้ ยอมรับโชคดีและโชคร้าย ยอมรับความอับจนและความรุ่งโรจน์.

"There's No Success Without Successors".
This is particularly true for Rotary for 109 years.  And when the baton of district leader was passed on from DG. Prawit to DGE. Surachart in the Installation ceremony on May 10, 2014 that's the great work of a leader. This also means that the legacy of Rotary service will be carried on to the next twelve months.

The same goes for District PR Committee which will be further led by competent successor PP, Porapol Athiraksil and his new team who will continue to advance public image of Rotary and serve to strengthen clubs as far as public relations is concerned. PP. Porapol is not only a capable person in the field of PR and be well acquainted by Rotarians, he is also part of the outgoing District PR team.

On behalf of District PR Chair, I would like to thank all members of the committee, Sia Por (as we call him) the External PR Subcomm Chair, Rtn Phitsanu the Internal PR Subcomm Chair who spent all his effort to make sure all Rotarians were informed of what going on in Rotary in our district, PP. Voradaj, PP. Kitthanate, PP. Trong, PP. Roongporn, PP. Kittiwong, PP. Mongkol, and last but not least our Committee Advisor PP. Ritnarong who taught us the idea of "District PR Road Map".  It's an honour and fun to work with you all.

I must also thank DG. Prawit Rojkajonapalai for giving us the chance to be part of the Change in this Rotary year.

To all Rotarians of District 3350, I would like to leave the last paragraph some words of wisdom I happened to read from a bag containing cosmetics of my wife which reads:

philosophy: how you climb up the mountain is just as important as how you get down the mountain. and so it is with life, which for many of us becomes one big gigantic test followed by one big gigantic lesson. in the end, it all comes down to one word, grace. it's how you accept winning and losing, good luck and bad luck, the darkness and the light.

Monday, April 14, 2014

2014-15 Presidential Citation

2014-15 Presidential Citation

ข้อกำหนดปฏิบัติการตามประกาศเกียรติคุณประธานโรตารีสากล

“รวมใจจุดประกายโรตารี” เป็นมากกว่าคติพจน์ประจำปีนี้ เพราะเราต้องการปลุกเร้าให้ทุกท่านร่วมเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับโรตารี ประกาศเกียรติคุณจากประธานโรตารีสากลปี ๒๕๕๗ - ๕๘ ยกย่องทุกสโมสรที่ดำเนินการเพิ่มสมาชิกได้ขยายผลการบำเพ็ญประโยชน์ และเพิ่มเครือข่ายให้กับองค์กรโรตารีของเรา

วิธีการ
ขอให้สโมสรใช้แบบฟอร์มนี้ในการวางแผน และรายงาน ผลงานของสโมสรสำหรับปี 2557-58 เพื่อให้ได้คุณสมบัติครบในการรับประกาศเกียรติคุณจากประธานโรตารีสากล สโมสรทงั้หลายต้องประสบความสำเร็จในกจิกรรมต่าง ๆ ตามจำนวนคะแนนในกิจกรรมต่าง ๆ แต่ละประเภทที่กำหนด และต้องทำกิจกรรมบังคับหนึ่งกิจกรรมในแต่ละประเภทด้วย หากไม่มีเรื่องอื่นใดที่กำหนดไว้ กิจกรรมทั้งหมดต้องดำเนินการนับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๘
สโมสรที่มีสิทธิ์รับใบประกาศเกียรติคุณควรกรอกแบบฟอร์มให้สมบูรณ์ และส่งมายังผู้ว่าการภาค ไม่เกินวันที่ ๓๑ มีนาคม แบบฟอร์มที่ส่งไปยังโรตารีสากลจะไม่ได้รับการดำเนินการใด ๆ 
ผู้ว่าการภาคทั้งหลายต้องรายงานชื่อสโมสรที่มีสิทธิ์รับใบประกาศเกียรติคุณไปยังโรตารีสากลไม่เกินวันที่ ๑๕ เมษายน ผู้ว่าการภาคจะได้รับการยกย่องพิเศษ หากสโมสรในภาค ๕๐ เปอร์เซนต์ขึ้นไปประสบความสำเร็จในการรับประกาศเกียรติคุณจากประธานโรตารีสากล

รวมใจจุดประกายสมาชิกภาพของโรตารี!
กิจกรรมบังคับ
มีจำนวนสมาชิกสุทธิ ระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ถึง ๑ มีนาคม
เลือก ๑ ข้อต่อไปน้ี 
สโมสรรับสมาชิกสุทธิ 1 คน (5 คะแนน)
สโมสรรับสมาชิกสุทธิ 1-4 เปอร์เซนต์ (10 คะแนน)
สโมสรรับสมาชิกสุทธิ 5-10 เปอร์เซนต์ (15 คะแนน)
สโมสรรับสมาชิกสุทธิมากกว่า 10 เปอร์เซนต์ (20 คะแนน)
.......................
เพื่อร่วมเป็นนายกสโมสร “ขั้นเยี่ยม” (ข้ออิสระ)
นายกสโมสรเสนอสมาชิกใหม่เอง 2 คน (5 คะแนน)
.......................
กิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม
เสนอและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาสมาชิกภาพในปี ๒๕๕๗-๕๘ ที่สโมสรกำหนดไว้ใน Rotary Club Central (5 คะแนน)
มันใจว่าสมาชิกสโมสรทุกคนมีประวัติอยู่ใน My Rotary (5 คะแนน)
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิก โดยมอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่เฉพาะในการพัฒนาความเป็นผู้นำของสโมสรสำหรับปีโรตารีนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้นำหรือเป็นสมาชิกคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการสโมสร หรือผู้ริเริ่มโครงการ (5 คะแนน)
เพิ่มอัตราการรักษาสมาชิกภาพของสโมสรอย่างน้อย 1 เปอร์เซนต์ มากกว่าปีก่อน (5 คะแนน)
เพิ่มความหลากหลายของสโมสรในสโมสร โดยหาสมาชิกใหม่อย่างน้อง 2 คน ที่อยู่ในกลุ่มประชากรซึ่งไม่มีตัวแทนอยู่ในสโมสรมาก่อน (เช่น เพศ อายุ อาชีพ หรือเชื้อชาติ) (5 คะแนน)
ประสบความสำเร็จในการระดมคู่ครองของสมาชิกให้เป็นสมาชิก หรือแนะนำคู่ครองของสมาชิกไปเป็นสมาชิกในสโมสรอื่น (5 คะแนน สำหรับคู่ครองของสมาชิกแต่ละคนที่รับเข้าเป็นสมาชิกในปีนี้ แต่ทั้งหมดไม่เกิน 15 คะแนนสำหรับข้อนี้)
ประสบความสำเร็จในการระดมอดีตโรตาแรคเตอร์ หรือศิษย์เก่าโรตารีมาเป็นโรแทเรียน หรือแนะนำไปเป็นสมาชิกสโมสรอื่น (5 คะแนน สำหรับอดีตโรตาแรคเตอร์ หรือ ศิษย์เก่าโรตารีแต่ละคนที่มาเป็นโรแทเรียนในปีนี้)

คะแนนรวมในกลุ่มกิจกรรมนี้ต้องได้อย่าง 30 คะแนนจึงจะมีสิทธิ์นำไปคำนวณรวมกับกลุ่มอื่น สโมสรของท่านได้กี่คะแนน
-----------------
รวมใจจุดประกายโรตารีในการบำเพ็ญประโยชน์ !
กิจกรรมบังคับ
มีส่วนร่วมในโครงการท้องถิ่นหรือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 1 เรื่อง ในภารกิจหลักของโรตารี (Rotary’s Area of Focus)
  • สันติภาพและการป้องกัน / แก้ไขความขัดแย้ง
  • การป้องกันและรักษาโรค
  • น้ำและการสุขาภิบาล
  • สุขอนามัยแม่และเด็ก
  • การศึกษาขั้นพื้นฐานและการเรียนรู้หนังสือ
  • การพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน
เลือก 1 ข้อต่อไปนี้
สโมสรทำกิจกรรมนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว (10 คะแนน)
สโมสรทำกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Global Grant (15 คะแนน)
..............................
เพื่อเข้าร่วมเป็นนายกสโมสร “ขั้นเยี่ยม” (ข้ออิสระ)
นายกสโมสรร่วมบริจาคเป็นส่วนตัวให้กับมูลนิธิโรตารี (5 คะแนน)
.................................
กิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม
เสนอและประสบความสำเร็จในเป้าหมายการบริจาคแก่มูลนิธิโรตารีปี ๒๕๕๗-๕๘ ตามที่กำหนดใน Rotary Club Central (5 คะแนน)
สนับสนุนการขจัดโรคโปลิโอโดยการริเริ่มการหาทุนในชุมชน หรือ รณรงค์ให้สาธารณชนในชุมชนตระหนักในการบริจาคเพื่อขจัดโรคโปลิโอ (5 คะแนน)
มีสมาชิกสโมสรอย่างน้อย 10 เปอร์เซนต์ลงทะเบียนในโปรแกรมการบริจาคโดยผ่านระบบออนไลน์ ที่เรียกว่าRotary Direct (5 คะแนน)
สนับสนุนนักศึกษาสันติภาพของโรตารี หรือให้ความช่วยเหลือสโมสรอื่น ๆ ในการสนับสนุนนักศึกษาทุนสันติภาพ (5 คะแนน)
เพิ่มจำนวนรวมของการบริจาคเป็นผู้อุปถัมภ์กองทุนถาวร (Benefactors) สมาชิกชมรมผู้บริจาคจากผลประโยชน์ (Bequest Society) และสมาชิกชมรม พอล แฮร์ริส (Paul Harris Society) ในสโมสรอย่างน้อย 1 คน  (5 คะแนน)
มีส่วนร่วมในการบริจาคกองทุนประจำปีของมูลนิธิโรตารี 100 เปอร์เซ็นต์ (นั่นก็คือมีสมาชิกทุกคนในสโมสรบริจาคให้แก่มูลนิธิ)  (10 คะแนน)
มีการบริจาคประจำปีอย่างน้อย 100 เหรียญสหรัฐต่อหัว (10 คะแนน)
คะแนนรวมในกลุ่มกิจกรรมนี้ต้องได้อย่าง 30 คะแนนจึงจะมีสิทธิ์นำไปคำนวณรวมกับกลุ่มอื่น สโมสรของท่านได้กี่คะแนน
---------------------------

รวมใจจุดประกายครอบครัวโรตารี
กิจกรรมบังคับ
สนับสนุนหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมวันโรตารี ของท้องถิ่นหรือของภาคเพื่อแนะนำโรตารีให้ผู้แก่ที่มิใช่โรแทเรียน
เลือก 1 ข้อต่อไปนี้
มีสมาชิกอย่างน้อย 5 คนในสโมสรนี้เข้าร่วมกิจกรรมวันโรตารี (10 คะแนน)
สโมสรเป็นเจ้าภาพการจัดกิจกรรมวันโรตารี (15 คะแนน)
-----------------------------
เพื่อเข้าร่วมเป็นนายกสโมสร “ชั้นเยี่ยม” (ข้ออิสระ)
นายกสโมสรลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมใหญ่ประจำปีของโรตารีสากลปี ๒๕๕๘ ณ เมืองเซาเปาโล ภาจในวันที่ 31 มีนาคม (5 คะแนน)
----------------------------
กิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม
มีสมาชิกสโมสร (ไม่รวมนายกสโมสร) ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมใหญ่โรตารีสากลปี 2558 ณ เมืองเซาเปาโลภายในวันที่ 31 มีนาคม (5 คะแนนต่อหนึ่งคน แต่ไม่เกิน 10 คะแนน)
มีสมาชิกสโมสรอย่างน้อย 10 เปอร์เซนต์ ร่วมกิจกรรมชมรมมิตรภาพ (Rotary Fellowship) หรือกลุ่มปฏิบัติการโรตารี (Rotarian Action Group) และติดต่อกับคนทั่วโลกที่ร่วมแลกเปลี่ยนความสนใจต่าง ๆ ระหว่างกัน (5 คะแนน)
มีสมาชิกสโมสรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งมีส่วนร่วมในกระดานสนทนาออนไลน์เกี่ยวกับชุมชนที่เว็บไซต์ rotary.org  (5 คะแนน)
จัดโปรแกรมวันแห่งอาชีพหรือการแนะนำด้านอาชีพแก่เยาวชน  (5 คะแนน)
นำโลโก้ หรือสัญญลักษณ์ของโรตารีจากข้อแนะนำโรตารีไปใช้ในเว็บไซต์ของสโมสร หรือหน้าสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ  (5 คะแนน)
สนับสนุนการก่อตั้งสโมสรโรตาแรคท์และอินเตอร์แรคท์แห่งใหม่ (10 คะแนน)
สนับสนุนการก่อตั้งชุมชนโรตารีแห่งใหม่ (10 คะแนน)
เป็นพี่เลี้ยงสโมสรก่อตั้งใหม  (20 คะแนน)

คะแนนรวมในกลุ่มกิจกรรมนี้ต้องได้อย่าง 40 คะแนนจึงจะมีสิทธิ์นำไปคำนวณรวมกับกลุ่มอื่น สโมสรของท่านได้กี่คะแนน

.......................................
สโมสรโรตารี

.......................................
นายกสโมสร

จะต้องย่ืนแบบฟอร์มที่กรอกสมบูรณ์แล้ว ไปยังผู้ว่าการภาค ไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2558



Monday, March 31, 2014

HOPE OVER TROUBLED WATER



หุมเขาแห่งความมั่งคั่ง "เซอร์โรลิโก"
กว่าสี่ร้อยปีมาแล้ว ณ แผ่นดินที่มีผู้คนอยู่ไม่หนาแน่นนักซึ่งปัจจุบันคือเมืองดีเอโกฮูอัลปา ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโบลิเวีย หนุ่มเคซัวจุดไฟที่เชิงเขาแห่งหนึ่งเพื่อขจัดความหนาวเย็น  เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าสายตาของเขาถูกกระทบจากแสงสีเงินที่สาดส่องจากผืนดินใต้กองฟีนที่เขาจุดไว้เมื่อคืน
ความพยายามของเขาที่จะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้บุกรุกจากสเปนได้ล่วงรู้ไม่เป็นผล  ในปีพ.ศ. ๒๐๘๘ ชาวสเปนครอบครองภูเขาลูกนั้น ตั้งชื่อภูเขาว่า "เซอร์โรลิโก" (ยอดเขาแห่งความมั่งคั่ง) สร้างเมือง "โปโตซี" ตรงเชิงเขา และภายใน ๕๐ ปี เซอร์โรลิโกก็กลายเป็นแหล่งผลิตแร่เงินที่สำคัญที่สุดของโลก เมืองโปโตซีได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ใหญ่และมั่งมั่งที่สุดของอาณาจักรสเปน.
ตลอดเวลากว่า ๒๐๐ ปีที่แร่เงินจำนวน ๔๕,๐๐๐ ตัน ถูกขนออกจากภูเขาแห่งนี้ มีน้ำหนักมากกว่าอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพ ๒๐๐ เท่า และนับเป็นจำนวนแร่เงินร้อยละห้าของที่มีอยู่ทั่วโลกนับถึงวันนี้  ส่วนใหญ่ใช้ผลิตเป็นเหรียญดอลล่าร์ของสเปนหรือที่เรียกว่า "เงิน  ๘ เรียล" ที่เป็นสกุลเงินที่นิยมทั่วยุโรป เอเชีย อัฟริกา และในทวีปอเมริกา และได้กลายเป็นสกุลเงินโลกสกุลแรก เป็นเหรียญเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกาจนถึงกลางศตวรรษ ๑๘๐๐
ในเวลาที่คนสเปนอพยพออกไปจากประเทศนี้ แร่เงินถูกขุดไปหมดแล้ว และคนงานนับล้านชีวิตล้มตายลงในเหมือง ภูเขาถูกขุดจนเป็นรูพรุนไปหมด อุโมงค์ที่ขุดไว้พังทลายทับร่างคนงานเหมืองนับไม่ถ้วน
แม้จะทรุดไปกว่าหลายร้อยฟุต "หุบเขากินคน" ดังที่มีคนตั้งสมญานามไว้ ก็ยังคงมองเห็นได้ในเมืองโปโตซี เมืองที่บัดนี้เป็นแหล่งมลพิษรุนแรงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
ตัดข้ามมาที่ ๆ ห่างออกไปอีกหลายพันไมล์ ทอม คูเปอร์กำลังเตรียมพร้อมเข้ารับตำแหน่งนายกสโมสรโรตารีนอร์แมน (รัฐโอคลาโฮมา ประเทศสหรัฐอเมริกา) สำหรับปีโรตารี ๒๕๕๒-๕๓  ด้วยพื้นฐานอาชีพนักอุทกวิทยา คูเปอร์มีความตั้งใจและกระตือรือร้นที่จะทำโครงการเกี่ยวกับน้ำที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน แต่ด้วยว่าโครงการต่าง ๆ ที่น่าสนใจรอผู้สนับสนุนด้านการเงิน มีให้เลือกมากมายในงานวิจัยที่มหาวิทยาลัย เขาจึงกลับไปที่มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาที่เรียนจบมาและได้พบกับโรเบิร์ท นาเอิร์น ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ระบบนิเวศน์และแหล่งน้ำ นาเอิร์นเล่าให้คูเปอร์ฟังเกี่ยวกับทีมงานของเขาที่ทำงานแบบใช้เทคโนโลยีขั้นต่ำในการบำบัดน้ำเสียจากเหมืองแร่ที่จะให้ผลอย่างยั่งยืน มีการทดสอบในสหรัฐอเมริกาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เหมืองทาร์ครีกซุปเปอร์ฟันด์  ที่นั่นมีการสกัดแร่ตะกั่วและสังกะสี ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมเลวร้ายลงเป็นอย่างมาก จนกรมพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐเมริกาประกาศให้น้ำบริเวณนั้นเป็น "น้ำเสียที่ไม่อาจบำบัดได้"
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปเมื่อทีมวิจัยมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาร่วมกับรัฐบาลและภาคเอกขนทำการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียตามธรรมชาติโดยใช้แรงโน้มถ่วงเพื่อทำเป็นทางน้ำไหลผ่านก้อนกรวดและหินปูน น้ำที่ถูกปล่อยออกจากท่อน้ำทิ้งของเหมืองจะผ่านขั้นตอนการบำบัดหลายขั้นตอน เมื่อสะอาดเพียงพอจะถูกส่งต่อไปยังชุมชนเมืองทาร์ครีก

นาเอิร์นบอกคูเปอร์ว่าระบบนี้ใช้ได้ดีในโอคลาโฮมา ทีมงานของเขาจะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้กับโครงการต้นแบบที่มีระบบเล็กลงไปแต่เป็นที่ได้รับความรุนแรงของมลภาวะสูงกว่า พื้นที่นั้นคือ "โปโตซี"  ว่าแล้วเขาก็แนะนำให้คูเปอร์รู้จักกับนักศึกษาปริญญาเอก บิลล์ สโตร์สไนเดอร์ที่กำลังทำงานวิจัยประเทศโบลิเวีย.
สโตร์สไนเดอร์เดินทางไปโปโตซีครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖ เมื่อตอนเป็นนักศึกษาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเขาเป็นอาสาสมัครให้กับองค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งหนึ่งที่ประดิษฐ์เตาเชื้อเพลิงประสิทธิภาพสูงเพื่อให้ชาวบ้านใช้  แต่เขาไม่เคยลืมภาพแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองที่อยู่ใต้สะพานในเมืองโปโตซี น้ำในแม่น้ำดูเหมือนขยะสะตรอเบอร์รี่ปั่น
ภาพนั้นฝั่งใจเขามาตลอด สโตร์สไนเดอร์ปัจจุบันอายุ ๓๓ ปีเติบโดจากเมืองโมนองกาเฮลาแวลลี พิทสเบอร์ก ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ เคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนัก เขาเคยเล่นในลำธารน้ำใกล้บ้าน ซึ่งมาทราบทีหลังว่าถูกทำลายจากมลพิษของเหมืองแร่ถ่านหิน.
ขณะที่กำลังทำปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม สโตร์สไนเดอร์เดินทางกลับไปที่โปโนซีอีกครั้งหนึ่งและคราวนี้เขาอยู่ที่นั่นนานหนึ่งเดือนเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำในแหล่งน้ำที่อยู่ในพื้นที่ของเหมืองแร่ทั้งหมด เขาตรวจได้ค่าพีเอชเท่ากับ 0 สำหรับแหล่งน้ำในเมืองหลวง (ค่าพีเอชที่สูงกว่า ๗ เช่น ผงฟู ถือว่าปกติ แต่ถ้าต่ำกว่า ๗ ถือว่ามีสภาพเป็นกรด เช่นซ๊อสพริกอยู่ที่ ๔  น้ำส้มสายชู ๓ น้ำกรดในแบตตารี ๑ เป็นต้น) เขาทำการวิจัยจนพบว่าการปล่อยน้ำกรดออกจากเหมืองแร่ซึ่งถือเป็นที่มาของมลพิษที่สำคัญในโปโตซี ผ่านไปตามแหล่งหินที่มีแร่ธาติประเภทตะกั่ว แคดเมี่ยม สารหนู และโลหะหนักต่าง ๆ เช่นเดียวกับกรณีในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน หินพวกนี้ปกติจะยังไม่เป็นพิษเป็นภัย จนกว่าจะมีเหมืองมาตั้งอยู่ใกล้ ๆ และเริ่มปล่อยน้ำกรดมาชะเอาสารโลหะต่าง ๆ ออกมา
"ผมแทบไม่เชื่อว่าความเข้มข้นของสารพิษจากโลหะหนักจะมีสูงขนาดนี้" สโตร์สไนเดอร์จำความประหลาดใจนั้นได้ "เมื่อผมตรวจตัวอย่างน้ำ ผมพบสารหนู และก็พบแคดเมี่ยม โครเมี่ยม โคบอลท์ ตะกั่ว ทองแดง และสารโลหะเป็นพิษหลายอย่างในท่อน้ำทิ้งของเหมือง ทำให้ผมตกใจมาก"  สารหนูที่พบในบางแห่งที่เขาเก็บตัวอย่างได้สูงกว่าค่าที่กฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดถึง ๑๐๐,๐๐๐ เท่า
ผู้ร่วมงานวิจัยในประเทศโบลิเวียของเขาชื่อ ศาสตราจารย์เฟรดดี้ ลาโนส ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ในมหาวิทยาลัยโทมาส ฟรีอาส ในโปโตซี และเขายังเป็นเจ้าของเหมืองแร่ขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ดำเนินงานโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษกับแหล่งน้ำ เขาไม่แปลกใจเห็นรายงานผลตรวจสอบตัวอย่างน้ำ เพราะเขาได้เคยเห็นผลที่เกิดจากน้ำเป็นพิษนี้แล้ว ว่ามันทำลายสวนผลไม้ เผาไหม้ลิ้น และหนองน้ำที่ปนเปื้อนด้วยพิษจากน้ำกรด
พวกเขาร่วมกันค้นหาพื้นที่ ๆ ไม่ใหญ่เกินไปสำหรับการเริ่มโครงการระบบบำบัดแบบธรรมชาติ แต่ในเมืองนี้ก็มีพื้นที่ถูกกระทบจากมลพิษน้ำเสียกว้างขวางมาก หมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า "จุกุชา" มีความเหมาะสมมาก และสโตร์สไนเดอร์ก็ได้รู้จักกับเจ้าของเหมืองที่นี่ที่ยินดีให้ความร่วมมือพัฒนาระบบบำบัดนำ้เสียดังกล่าว
มองครั้งแรกคุณอาจคิดว่าภูเขาในโบลิเวียคือเทือกเขาโกลเด้นฮิลล์ในแคลิฟอร์เนีย บนพื้นที่สูง ๑๕,๐๐๐ ฟุต ไม่มีชะง่อนแบบเทือกเขาเซียร่าหรือหน้าผาแบบเทือกเขาร๊อคกี้ ภูเขาในโบลิเวียอยู่รวม ๆ กันและมียอดเขาที่กว้าง และระหว่างภูเขามีแนวแม่น้ำที่หุบเขา
หุบเขาจุกุชาโอบล้อมแม่น้ำจุกุชา คดเคี้ยวผ่านเข้าไปในชุมชนเกษตรกรรมที่ชื่อว่า "วิทิจิ"  ที่นี่พื้นดินอ่อนนุ่มและเกลี้ยงเกลา แม่น้ำแทรกตัวผ่านไร่ฝ้าย จตุรัสในเมืองและพื้นที่เกษตรเล็ก ๆ คนแถวนี้เงียบ ๆ และสุภาพ หากินด้วยการปลูกต้นองุ่น พีช และข้าวโพด เลี้ยงอัลพาคา (สัตว์เลี้ยงคล้ายแกะ) ชาวบ้านผันน้ำจากแม่น้ำเพื่อใช้ในการซักเสื้อผ้าและเลี้ยงพืชไร่ในยามที่ฝนทิ้งช่วง แต่ก็รู้ดีว่าน้ำนั้นไม่เหมาะกับการดื่มกิน แต่ท่านนายกเทศมนตรีบอกว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจถึงอันตราย "บางคนอาบน้ำจากแหล่งน้ำนี้ เด็ก ๆ ก็อาบด้วย พออาบเสร็จก็รู้สึกคันตัว" เขากล่าว และเสริมว่ามีบ่อน้ำไม่กี่แห่งที่สามารถใช้ดื่มได้ แต่ก็ไม่เพียงพอกับการนำไปเลี้ยงสัตว์
วันหนึ่งในฤดูในไม้ร่วง ผู้คนเกือบทั้งหมดในเมืองวิทิจิไปรวมกันอยู่ในตลาดนอกเมือง เด็ก ๆ เล่นกับโต๊ะบิลเลียดเก่าที่ตั้งไว้กลางแจ้ง ในขณะที่คนเลี้ยงวัวต้อนฝูงวัวผ่านพ่อค้าขายสีย้อมผ้า ผัก และพวกเขากำลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เรียกว่าชิชา  "แต่ละปีสภาพมลพิษยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผลไม้ที่ปลูกได้มีคุณภาพแตกต่างจากที่เคยเป็น วันนี้ไม่มีพีชขายแล้ว" เกษตรกรคนหนึ่งที่ชื่อว่า ฮิลาริออง รอเมโรกล่าว "เราสังเกตเห็นตั้งแต่ ๑๐ ถึง ๑๕ ปีก่อนแล้ว"
ในขณะที่เกษตรกรคุยกันเรื่องผลิตผล เด็กสองสามคนกำลังเล่นสาดน้ำใส่กันโดยมีแม่คอยดูอยู่ เด็กอีกคนเดินมาแล้วใช้มือตักน้ำขึ้นดื่ม
เหนือขึ้นไปของเมืองวิทิจิคือสาเหตุของการเกิดมลพิษในแม่น้ำ เพราะเป็นที่ตั้งของเหมืองกูมูรานาและอันดาคาวา เจ้าของเหมืองกูมูรานาชื่อแพตทริเชีย มองเชอ เป็นทายาทรุ่นที่สามที่ครอบครองเหมืองแห่งนี้ และยอมตกลงเข้าร่วมโครงการกับสโตร์สไนเดอร์และลาโนสเพื่อใช้หลักการทางวิศวกรรมในการแก้ปัญหาสภาพน้ำในแม่น้ำ มองเชอกล่าวว่า "ตอนแรกที่พวกเขามาคุยกับดิฉัน ดิฉันคิดว่า "สุดท้ายแล้ว การแก้ไขปัญหามลภาวะที่นี่ก็คงต้องใช้หลักวิชาการ"
มองเชอทำเหมืองดีบุกขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างเหมืองแร่เงินที่ต้องใช้สารเคมีในการสกัด แม้กระนั้นก็ตามน้ำทิ้งสีส้มสว่างที่ไหลออกจากเหมืองแห่งนี้ผ่านบ่อบำบัดหลายบ่อลงสู่แม่น้ำ น้ำในแม่น้ำส่วนที่อยู่เหนือเหมืองของเธอขึ้นไปก็ไม่ได้มีคุณภาพดีกว่า ทะเลสาบสองแห่งบนยอดเขาที่เป็นต้นน้ำก็มีสีแดงและน้ำเงินที่เกิดจากโลหะที่แฝงอยู่ในน้ำ มีเหมืองกว่าสิบแห่งที่อายุกว่าร้อยปี ที่รายล้อมแหล่งน้ำนี้ที่ปิดตัวลงแล้ว เหมืองอันดาคาวาที่อยู่ข้าง ๆ เหมืองของมองเชอ เป็นเหมืองมีขนาดใหญ่กว่าและปล่อยน้ำเข้าสู่ช่องเขาที่อยู่เหนือเหมืองของเธอ และบางครั้งก็มีการสูบน้ำนี้กลับเข้าไปที่แหล่งน้ำต้นทาง
สโตร์สไนเดอร์และลาโนสเสนอให้ทำการบำบัดน้ำที่ไหลเข้าไปสู่พื้นที่เหมืองของคูมูรานาโดยระบบธรรมชาติ  "คุณเริ่มใช้น้ำที่ต้นน้ำและตลอดลงมาถึงปลายน้ำ" สโตร์สไนเดอร์อธิบาย วิศวกรจะบำบัดน้ำที่ไหลเข้าในเหมืองของคูมูรานา โดยการใช้หินปูนที่ขุดได้จากแหล่งหินปูนเหนือขึ้นไปอีก ๔๐ ไมล์ มาเคลือบฝั่งแม่น้ำทั้งสองที่อยู่เหนือเหมือง หินปูนช่วยซับของเหลวที่เจือปนโลหะ เมื่อตรวจสอบจากระดับพีเอช ค่าพีเอชของหินปูนเป็นปกติ น้ำที่ผ่านหินปูนผิวน้ำนั้นจะมีค่าพีเอชสูง นั่นคือค่าความเป็นกรดของน้ำลดลง เพราะสารละลายโลหะคงอยู่ร่วมกับน้ำไม่ได้ จึงกลายสภาพเป็นสารเหนียวหนืดแยกตัวจากน้ำ
นอกจากนั้น ทีมงานต้องปิดเหมืองที่ถูกทิ้งร้างใกล้ ๆ เพื่อลดการถูกทำให้เกิดการปนเปื้อนของน้ำบริเวณนั้น ขั้นตอนต่อไปมองเชอตกลงจะสร้างระบบเร่งการบำบัดน้ำล้นที่ออกจากเหมืองของเธอ ซึ่งจะปรับสภาพของน้ำส่วนใหญ่ที่ไหลลงสู่แม่น้ำจุกุชา
กลับไปที่โอคลาโฮมา คูเปอร์ได้สรุปแล้วว่าจะทำโครงการอะไร เขาตื่นเต้นกับความคิดนั้น ว่าหากนำไปปฏิบัติแล้วประสบความสำเร็จในประเทศโบลิเวีย ระบบบำบัดแบบธรรมชาตินี้จะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ นำไปใช้บำบัดน้ำเสียของตนเองได้ โครงการนี้ใช้เงินไม่มาก มีความยั่งยืน และบริหารจัดการง่าย สโมสรก็สามารถทำโครงการเสนอขอทุนสมทบจากมูลนิธิโรตารีได้
"ผมบอกบิลล์ ว่ารู้ไหมว่าการขอทุนสมทบนั้น ผมต้องมีสโมสรเจ้าบ้าน คุณรู้จักใครที่โปโตซีไหม"  คูเปอร์นึกขึ้นได้ "ผมพูดว่า ขอแค่ชื่อที่เหลือผมจัดการเอง"
ชื่อที่ได้คือ อัลเฟรโด พอร์เซล เพื่อนร่วมงานกับลาโนสและในขณะนั้นเป็นสมาชิกสโมสรโปโตซี  คูเปอร์โทรหาเขาและบอกเขาว่าจะเดินทางไปโบลิเวียและหวังว่าสโมสรโปโตซีจะยอมเป็นสโมสรเจ้าบ้านเพื่อขอทุนสมทบร่วมทำโครงการบำบัดน้ำเสียในแม่น้ำจุกุชา โรแทเรียนในโปโตซีต่างประหลาดใจและกังขา "เราเห็นนักวิทยาศาสตร์มาที่โปโตซีหลายคนรวมทั้งนักมนุษย์วิทยา วิศวกรและนักธรณีวิทยา พวกเขาได้แต่มาทำการศึกษาแต่ก็ไม่ได้ทำอะไร" มาร์โก ออร์เตก้า เบอร์ริออส สมาชิกสโมสรคนหนึ่งกล่าว และแซดดี้ พาร์โด สมาชิกอีกคนหนึ่งก็ตั้งสมมุติฐานว่าความสนใจในโครงการนี้คงมีอยู่ไม่นาน
แต่สโตร์สไนเดอร์และคูเปอร์มีความตั้งใจจริง พวกเขาไปนำเสนอเส้นทางทำโครงการ (โรดแมป) ในขณะที่เขาเยี่ยมเก้าสโมสรในโอคลาโฮมาและเท็กซัสเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือในโครงการนี้ เขาสามารถหาเงินได้ ๕๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐและมูลนิธิสามารถให้ทุนสมทบได้อีก ๒๕,๐๐๐ เหรียญ โดยมีสโมสรโปโตซีเป็นสโมสรเจ้าบ้าน
คูเปอร์ทำทุกอย่างตามที่สัญญาไว้โดยการเดินทางไปที่โปโตซีกับโจ โกลเวอร์แห่งสโมสรโรตารีนอร์แมนครอสทิมเบอร์  พวกเขาได้พบกับโรแทเรียนในท้องถิ่นและตัวแทนจากหุ้นส่วนในโครงการที่จะเป็นผู้ปฏิบัติงาน คูเปอร์ไว้วางใจสมาชิกสโมสรในโบลิเวียในการจัดหาวัสดุเครื่องมือต่าง ๆ รวมทั้งหินปูนด้วย
"การหาผู้จำหน่ายหินปูน นั้นคุณคงไม่หามาจากอเมริกา" คูเปอร์กล่าว "คุณต้องรู้วิธีการทำงานกับคนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน แซดดี้ พาร์โตคือผู้ทำหน้าที่นั้น"
ก่อนหน้านั้น สโมสรโปโตซีได้เชิญเพื่อนอีกสองสามคนมาร่วมปรึกษาในห้องประชุมเล็ก ๆ คุยกันถึงเรื่องข่าวท้องถิ่นและทำการติดต่อผู้คนที่รู้จัก ตอนนั้นสมาชิกสโมสรนี้ก็รู้สึกเหมือนได้เชื่อมโยงกับโลกทั้งโลก คูเปอร์ยังเสนอให้พวกเขาได้เดินทางไปที่สหรัฐอเมริกาเพื่อร่วมประชุมประจำปีเรื่องน้ำ และนำเสนอโครงการนี้กับกลุ่มวิศวกรสิ่งแวดล้อม
ในปี พ.ศ.๒๕๕๓ คนงานเริ่มกรอกหินปูนเข้าไปในเหมืองร้างใกล้คูมูรานาและโบกปูนซิเมนต์ปิดเพื่อให้น้ำไหลผ่านหินปูนก่อน พวกเขายังได้นำเอาหินปูนเทเป็นแนวในแม่น้ำ
กระบวนการทำงานนี้ค่อนข้างยาก พวกเขาต้องการหินจำนวน ๒,๒๐๐ ตัน หรือประมาณ ๑๕๐ คันรถดัมพ์ โครงการใดก็ตามถ้าเกิดขึ้นในประเทศโบลิเวียแล้วก็มีสิทธิเข้าทางของนักการเมือง หรือไม่ก็ตกคลองไป รถบรรทุกจำนวนมหาศาลขับผ่านเข้าไปในช่องแคบของภูเขา บ่อยครั้งจะต้องผ่านถนนที่เคลือบไปด้วยน้ำแข็ง บางครั้งคนขับรถพบอุปสรรคเช่น ประตูปิด หรือเครื่องยนต์ขัดข้อง พวกเขามักทิ้งของที่บรรทุกแล้วก็ขับรถกลับ การประท้วงเป็นปัญหาที่เกิดเป็นปกติ และการปิดถนนของคนงานโบลิเวียก็เกิดขึ้นบ่อยบางครั้งเกิดขึ้นไม่กี่วันจนถึงอาจเป็นหลายสัปดาห์ วิศวกรที่ปฏิบัติงานตามสถานีในตูลซ่า โอคลา และลาปาซ ประเทศโบลิเวียบางทีช่วยทำหน้าที่เหมือนผู้รับเหมา คือช่วยดูแลโครงการ ณ ฐานที่ปฏิบัติงานและเข้าจัดการกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ
ในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ หินปูนกองมหึมาอยู่กระจัดกระจายทั่วหุบเขา ขาวบ้านกว่าสามสิบคนทั้งชายหญิงทั้งเด็กและคนแก่มาช่วยกันขนหินเหล่านั้น พวกโรแทเรียนจากโปโตซี รวมทั้งลาโนส ไนเอิร์น สโตร์สไนเดอร์ คูเปอร์ นีล โรบินสันจากสโมสรโรตารีนอร์แมน อาจารย์อีกคนหนึ่งและนักศึกษาหลายคนก็มาช่วยด้วย ทุกคนทำงานกันทั้งวันจนกระทั่งกองหินปูนเรียงเป็นทางยาวเหมือนงูขาวที่อยู่ในพระอาทิตย์
"ตรงนี้เริ่มมีสาหร่าย เห็นไม๊ครับ นี่เป็นสัญญานที่ดี เพราะก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรสีเขียวให้เห็นได้" เบอร์ริออสกล่าว  ในปี พ.ศ.๒๕๕๖ ขณะที่เขาเดินผ่านลำน้ำเล็ก ๆ สีขาวใกล้กับเหมืองคูมูรานาในค่ำคืนที่หนาวเย็นและมืดคลี้ม บนหุบเขานั้น สโตร์สไนเดอร์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซ็นต์ฟรานซิส ซึ่งเป็นสถาบันเล็ก ๆ ที่เขาสอนหนังสืออยู่ กำลังทำการวิเคราะห์น้ำจากแหล่งน้ำที่นี่  พวกเขาทำงานกันทั้งวันแม้จะมีฝนที่ตกลงมาเป็นน้ำแข็งอยู่ตลอด
สองปีนับจากเวลาที่หินปูนได้ถูกเทลงในท้องน้ำในแหล่งน้ำแถบนี้ ค่าพีเอชถีบตัวสูงขึ้น พืชชั้นต่ำเช่นมอสเริ่มเกิดขึ้นและกระจายตัวรอบแหล่งน้ำ สาหร่ายเติบโตแพร่กระจายออกไปทั้งที่เมื่อก่อนบริเวณนั้นแห้งแล้งมาตลอด ตอนนี้บรรดานกเริ่มบินกลับมาแล้ว
(Passive treatment system at the Oklahoma Tar Sands Superfund site in 2009. The nearest pond is the start of processing. The farthest is the final finishing wetland before treated water is discharged into receiving waters. Courtesy Robert Nairn.)
ต้นอ่อนของพืชสองสามต้นกับแสงสุกสว่างของสาหร่ายกำมือหนึ่งคงบอกไม่ได้ว่าเป็นชัยชนะ แต่เมื่ออยู่ในท่ามกลางความหายนะของระบบนิเวศน์ที่นี่ ปรากฎการณ์นี้นับเป็นความมหัศจรรย์ ซึ่งยังเป็นตัวชี้วัดความน่ายินดีว่าสถานการณ์ในหุบเขาแห่งนี้ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว
โครงการนี้ยังต้องเดินทางอีกยาวไกล ด้วยความล่าช้าในระบบราชการ มองเชอยังไม่สามารถเสร็จสิ้นการสร้างระบบบำบัดในเหมืองของเธอ ทำให้โครงการนี้ยังไม่สามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้
อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ.๒๕๕๗ เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น สโตร์สไนเดอร์กล่าวว่า รัฐบาลประเทศโบลิเวียตกลงที่จะให้ทุนในการวางระบบเร่งบำบัดทั้งในเหมืองคูมูรานาและอันดาคาวา เจ้าหน้าที่ถูกกระตุ้นให้เร่งทำงานในโครงการนี้หลังจากที่เกิดการประท้วงครั้งใหญ่จากพวกชาวบ้านในชนบทของเมืองวิทิจิจนถึงโปโตซี พวกเขาปิดถนนและขัดขวางการทำงานของราชการ เพื่อให้รัฐบาลจัดหาน้ำสะอาดให้  รายละเอียดเรื่องนี้กำลังทยอยเผยแพร่ออกมา แต่สโตร์สไนเดอร์กล่าวว่าเขาหวังว่ารัฐบาลจะยอมจ่ายสำหรับการติดตั้งระบบเร่งบำบัดและค่าใช้จ่ายการดูแลในแต่ละปีเพื่อให้ระบบทำงานต่อเนื่อง  แผนก็คือให้วิศวกรปฏิบัติงานทำหน้าที่เป็นผู้รับเหมา และโรแทเรียนจากโปโตซีทำหน้าที่บริหารการใช้เงิน  สโตร์สไนเดอร์ ไนเอิร์น และลาโนสจะยังคงให้คำปรึกษาการทำโครงการนี้ในลำดับต่อไปด้วย
เมื่อการติดตั้งระบบบำบัดเสร็จสิ้น ทีมงานนี้จะสามารถสร้างระบบบำบัดแบบธรรมชาติในขนาดที่ใหญ่ขึ้นโดยการสร้างบ่อต่อเนื่องหลายระดับเพื่อลดปริมาณโลหะหนัก คูเปอร์กล่าวว่าสโมสรนอร์แมนจะอยู่เคียงข้างโครงการนี้เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการจัดหาทุนในขั้นตอนต่อ ๆ ไป  เมื่อโครงการสำเร็จลุล่วง ไม่เพียงแต่น้ำจะสะอาด แต่แม่น้ำในหุบเขาแห่งนี้จะเป็นต้นแบบความสำเร็จให้กับแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่หมดหวังไปแล้วจากมลพิษของการทำเหมืองแร่
"ด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อยจากโรตารี เราแสดงให้เห็นว่าทางแก้ไขยังมีอยู่" สโตร์สไนเดอร์กล่าว "เราจะนำน้ำสะอาดกลับคืนมาให้แก่ผู้ยากไร้" 
ที่มา : นิตยสารโรตารีประเทศไทย เดือนพฤษภาคม/มิถุนายน ๒๕๕๗
__________

RC Norman's P. Tom Cooper
William Strosnider
Robert Nairn

More than 400 years ago, in a sparsely populated region of what is now southern Bolivia, Diego Huallpa, a young Quechua man, lit a fire at the base of a mountain to ward off the bitter cold. Legend has it, when he awoke the next morning, a trickle of molten silver had bubbled out of the ground beneath his fire.
He tried – and failed – to keep his discovery from the Spanish conquistadors. In 1545, they claimed the mountain, christened it Cerro Rico (“Rich Hill”), and built the town of Potosí at its foot. Within 50 years, Cerro Rico had become the most productive silver mine in the world, and Potosí one of the largest and wealthiest cities in the Spanish empire.
Over two centuries, miners removed 45,000 tons of silver from the mountain – 200 times the weight of the Statue of Liberty, and about 5 percent of all the silver in existence today. Most of it was stamped into Spanish dollars, or “pieces of eight,” which spread throughout Europe, Asia, Africa, and the Americas, becoming the world’s first global currency. The coins were legal tender in the United States until the mid-1800s.
By the time the Spanish had left, most of the silver was gone and millions of slave workers had died in the mines, which had become honeycombed with unstable tunnels that collapsed and entombed the miners.
Despite losing hundreds of feet, “the mountain that eats men,” as it became known, still looms over Potosí – which now ranks as one of the most polluted places on earth.
Thousands of miles away, Tom Cooper is getting ready to take office as 2009-10 president of the Rotary Club of Norman, Okla., USA. Cooper, a former hydrologist with a passion for water projects, is eager to head up an effort that will have a lasting impact. That’s when it occurs to him: Universities typically have research projects in need of funding. He visits his alma mater, the University of Oklahoma, and meets Robert Nairn, director of its Center for Restoration of Ecosystems and Watersheds. Nairn tells Cooper about his team’s work on a low-tech, sustainable system to treat water contaminated by mining. They’d tested it in the state’s northeast corner, at the Tar Creek Superfund site, where lead and zinc mining had so severely degraded the environment that the U.S Environmental Protection Agency had declared the water there “irretrievably damaged.”
That changed when University of Oklahoma researchers, working with the government and private sector, installed a passive treatment system that uses gravity to route contaminated groundwater through organic material and limestone gravel. The water, discharged from old mining boreholes, travels through several stages. Once clean, it flows into a tributary of Tar Creek.
Nairn tells Cooper that the system is working in Oklahoma, and that the team is trying out the technology in a smaller, pilot system near another severely polluted area: Potosí. He introduces Cooper to one of his most promising PhD students, Bill Strosnider, who is leading the research in Bolivia.
Strosnider visited Potosí for the first time in 2003, as a college student. He was volunteering with a nonprofit that designed fuel-efficient stoves for locals, but he never forgot his first glimpse of the town’s river. “Under the bridge in Potosí, the water looked like a strawberry garbage milkshake,” he says.
The image struck him. Strosnider, now 33, grew up in Pittsburgh’s Monongahela Valley, an area of heavy industry. He often played in the stream near his house, only to learn later that an abandoned coal mine had polluted it.
While working toward his PhD in environmental engineering, Strosnider returned to Potosí and spent a month sampling water downstream of mines throughout the region. The water near the city registered nearly 0 on the pH scale. (Anything over 7, such as baking soda, is basic. Anything under 7 is acidic. Hot sauce is around 4, vinegar is 3, battery acid is 1.) As he researched acid mine drainage – the source of pollution in Potosí – he learned that the rock in the mountains of Bolivia (and in many U.S. mining regions) is full of naturally occurring lead, cadmium, arsenic, and other heavy metals that are harmful to human health. They pose no threat until miners expose new rock and hit the water table. When water and air meet the freshly cut rock, the water becomes acidic, and as it runs downhill, the acid water dissolves these metals into a toxic slurry.
“I couldn’t believe the concentrations of heavy metals,” Strosnider recalls. “When I ran the samples, I found arsenic, but also cadmium, chromium, cobalt, lead, nickel – so many toxic metals in these acid mine drainage sources, it just blew me away.” The arsenic in some places he sampled was 100,000 times higher than the legal limit in the United States.
His Bolivian research partner, Freddy Llanos, a professor of mining engineering at Tomás Frías University in Potosí and the owner of a small mine that operates without hitting the water table, was less surprised by the findings. He had seen firsthand the effects of the toxic water – stunted fruit trees, water that burns the tongue, wetlands scorched by the acidity.
In an area of such widespread pollution, the men searched for a site big enough to implement a passive treatment system, but small enough to manage. The Juckucha Valley would work. Even better, Strosnider knew a mine-owner there who was willing to team up with them.
At first glance, you might mistake the Bolivian highlands for the golden hills of California. At 15,000 feet, you realize that these are not the craggy Sierras or the sharp Rockies; the Bolivian mountains are massive, with broad flanks and wide peaks. In between, lie many river valleys.
The Juckucha Valley surrounds the Juckucha River, which weaves past villages down to an indigenous farming community called Vitichi. Here, the land is gentle and rounded. The river meanders through cottonwood stands, quaint town squares, and small farms. People are quiet and polite, growing grapes, peaches, and corn and raising alpaca. Villagers siphon river water to clean clothes and to water crops when rain is lacking, but few are foolish enough to drink from the river. Still, the town’s mayor says many people don’t fully understand the danger. “They bathe in this water, even the children. After they bathe, their skin starts to itch,” he says. A few limited wells provide water for drinking, but not enough for the fields and livestock.
One fall day, almost everyone in Vitichi is at a market outside. Kids play on a ragged outdoor pool table while farmers move cattle past people selling dyes, vegetables, and drinking a sweet corn alcohol called chicha. “The contamination every year gets worse and worse, and the fruits are not the same quality as before. Now there are no peaches,” says one farmer, Hilarion Romero. “We started noticing it 10 to 15 years ago.”
As other farmers talk about their crops, a few toddlers splash in the water while a mother looks on. Another child walks over and dips his hands in for a drink.
Far above Vitichi, two main sources of runoff pollute the river: Kumurana mine and Andacava mine above it. The proprietor of Kumurana, a third-generation mine-owner named Patricia Monje, has committed to working with Strosnider and Llanos on an engineering solution to clean the river valley. “When they first talked to me, I thought, “Finally,’” Monje says. “The environmental problems here need technical solutions.”
Monje runs a small tin mine, which, unlike a silver mine, requires no added chemicals. Even so, a steady bright-orange stream runs all day from the mine, through her processing plant, across a series of ponds, and into the river. The water in the river above her mine is not much cleaner. The two alpine lakes that feed it are, by turns, bright red or bright blue from the metals within. Ringing them are about a dozen abandoned, century-old mines. Monje’s neighbor – Andacava, a larger operation – releases its runoff into a valley above her, and it sometimes feeds into their shared watershed.
Strosnider and Llanos proposed that they start by cleaning the water that flows into the property of the Kumurana mine with a passive system. “You start upstream and work your way downstream,” Strosnider explains. The engineers would clean the water flowing into Kumurana by lining two river channels above the mine with limestone quarried 40 miles away. Limestone offers a simple, sustainable solution: On the pH scale, limestone is basic, so when water runs over its surface, the water’s pH increases. As the water becomes less acidic, the dissolved metals can’t stay in a solution state, so they essentially coagulate and settle out.
In addition, the team would close an abandoned mine nearby to reduce its contamination of the area. As a next step, Monje has agreed to construct an active system to treat the runoff from her mine, which will improve most of the water flowing into the Juckucha River.
Back in Oklahoma, Cooper knew he’d found the project he wanted to work on. He was excited by the idea that, if introduced successfully in Bolivia, the passive treatment method could help other developing countries clean their water. The project would be low-cost, sustainable, and manageable if the club could secure a grant from The Rotary Foundation.
“I told Bill, ‘You know, to get a Matching Grant, I need a host club. Do they have anybody in Potosí?’” Cooper recalls. “I said, ‘Get me a name and I’ll do the rest.’”
That name was Alfredo Porcel, one of Llanos’ university colleagues and, at the time, a member of the Rotary Club of Potosí. Cooper called him and said he was coming to Bolivia and hoped the Potosí club would act as host club on a Matching Grant to fund a cleanup project in the Juckucha River Valley. Potosí Rotarians were surprised and skeptical. “We’d seen a lot of scientists coming to Potosí – anthropologists, engineers, geologists. They did studies, but nothing ever happened,” says club member Marco Ortega Berrios. Another Potosí Rotarian, Sady Pardo, says they assumed that interest in the project would fade.
But Strosnider and Cooper were determined. They went on a “road show,” visiting nine clubs across Oklahoma and Texas to ask for help. They raised about $50,000 for the project, and the Foundation provided $25,000 in Matching Grant funds, with Potosí as the host club.
Cooper fulfilled his promise and made a trip down to Potosí with Jo Glover, of the Rotary Club of Norman-Cross Timbers. They met the local Rotarians and representatives from partner organization Engineers in Action. Cooper credits the Bolivian club members with securing key resources, including limestone.
“Finding the limestone suppliers – that’s something you don’t do from America,” Cooper says. “You have to know the ins and outs of that. That is a major undertaking. Sady Pardo did that.”
Until that point, the Potosí club had consisted of a few friends who met in a tiny room and talked about local news and made business contacts. Suddenly, they felt connected to the entire world. Cooper even arranged for them to attend a water conference at the University of Oklahoma to share their project with other environmental engineers.
In 2010, workers began filling in the abandoned mine near Kumurana with limestone and sealed it with concrete so that all the water trickling out would pass through the limestone first. They also started hauling limestone to line the channels.
The process was difficult. They needed nearly 2,200 tons of rock, or about 150 dump-truck trips. Any project in Bolivia can easily fall into a political ditch – or an actual ditch. The massive trucks drove on impossibly narrow mountain roads, often coated with ice. When truck drivers met impediments, whether locked gates or mechanical problems, they often would dump their loads and leave. Strikes are common, and Bolivian workers regularly barricade roads, halting traffic, for days or weeks. Engineers in Action, based in Tulsa, Okla., and La Paz, Bolivia, acted as the contractor, helping to monitor the project on the ground and responding to each crisis.
In May 2011, with piles of limestone scattered across the valley, three dozen locals – young and old, women and men – showed up to haul boulders. The Potosí Rotarians, along with Llanos, Nairn, Strosnider, Cooper, Norman club member Neil Robinson, another professor, and several students helped out. They worked all day until the limestone-lined streams gleamed like long white snakes in the sun.
“Here is some algae, see? It’s a good sign. Before, there was nothing green here,” Berrios says. It is 2013, and he is leaning over a tiny, whitish rivulet near the Kumurana mine on a chilly, overcast day. Up the valley, Strosnider and students from Saint Francis University, a small Pennsylvania college where he is now a professor, are taking readings of the water. He keeps them going all day, even through a heavy downpour of freezing rain.
In the two years since the team laid the limestone along the streambeds, the pH has crept up. Tiny, mossy wetland plants are sprouting up next to the stream, and algae are flourishing in places that were once barren. Birds have returned.
A few sprouts and a handful of slimy algae may not seem like much of a victory, but in this devastated ecosystem, they’re a small miracle. They’re also an indication that the graceful, imposing mountainsides here are not beyond hope.
Still, the project has a long road ahead. Due in part to red tape, Monje has not been able to finish constructing her plant’s treatment system, keeping the project from moving on to the next step.
However, by early 2014, something “amazing” had happened, Strosnider says: The Bolivian government agreed to fund active treatment systems at both the Kumurana and Andacava mines. Officials were spurred to action after villagers marched from rural Vitichi to Potosí, blocking roads and barricading government offices, to demand better water. The details are still emerging, but Strosnider says he hopes the government will pay for the installation of the active systems and the yearly costs to run them. Plans are for Engineers in Action to serve as contractor, and for Potosí Rotarians to administer the funds. Strosnider, along with Nairn and Llanos, will continue to advise during the project’s next stage.
Once the installation of the treatment systems is complete, a team can build a bigger passive system through a series of pools to further reduce the heavy metals. Cooper says the Norman club is standing by to help fund the next phase. Once that is complete, not only will the water be clean, but this small river valley may act as a model for other watersheds devastated by mining pollution.
“With a small investment from Rotary, we showed that there are solutions,” Strosnider says. “We’re going to bring back water quality for impoverished people.”