Friday, October 2, 2015

UNDER ONE SKY CHICAGO

ใต้ฟ้าเดียวกันชิคาโก

ผู้ร่วมกิจกรรม "ใต้ฟ้าเดียวกัน" ที่ชิคาโกเต้นรำกันอย่างสนุกสนานพร้อมการแสดงดนตรีของ  Funkadesi
ภาพโดย อลิส เฮนเซ่น

โรตารีและ "ONE" องค์กรรณรงค์ระหว่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ จัดกิจกรรมในใจกลางเมืองชิคาโกเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน เพื่อแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะขจัดความยากจน ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม และปัญหาโลกร้อนให้หมดไปจากโลก โดยกิจกรรมจัดขึ้นหนึ่งวันก่อนการประชุมประจำปีสมัชชาสหประชาชาติเพื่อการประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายที่ท้าทาย ๑๗ ประการจะได้รับการจัดทำเป็นแผนที่เส้นทางการทำงานเพื่อให้บรรลุความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาซึ่งกำลังส่งผลกระทบรุนแรงกับโลกของเรา  ซึ่งสอดรับกับแนวทางการทำงานของโรตารีที่ต้องการแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลกด้วยแนวทางที่สร้างสรรค์   กิจกรรมเริ่มในช่วงเย็นเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าชิคาโก บรรดาผู้ร่วมกิจกรรมต่างชูไฟฉายสีฟ้าและส่องแสงสีฟ้าขึ้นสู่ท้องฟ้าประหนึ่งแสงจากหิ่งห้อยเต็มพื้นที่ในพลาซ่าที่จัดเป็นแหล่งนัดพบนั้น เป็นสัญลักษณ์ของ "ไฟนำทาง" ไปสู่โลกที่ดีกว่า
"นี่เป็นโอกาสที่ดีมากที่ผู้คนมากมายจะมาอยู่ร่วมกันเพื่อเพ่งความสนใจไปสู่การแก้ปัญหาให้โลกที่ดีกว่า" เชอริล แมคอินไตล์ นายกสโมสรโรตารีชิคาโก กล่าว
จูลี บอร์โด ผู้แทนองค์กร ONE ประจำท้องถิ่น ยอมรับว่าการ่วมมือกันระหว่างโรตารีกับ ONE จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
"เรามีเป้าหมายคล้าย ๆ กัน และเมื่อเราทุ่มเทสรรพกำลังเข้าด้วยกัน ทำให้เราเข้าถึงคนเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เขาตระหนักถึงประเด็นสำคัญ ๆ เหล่านั้นดีขึ้น" เธอกล่าว
ใต้ฟ้าเดียวกันชิคาโกคือหนึ่งในกิจกรรมกว่า ๔๐ ประเภทที่เราจัดให้มีขึ้นที่องค์การสหประชาชาติและอีก ๑๕๐ ประเทศทั่วโลก  เมืองสำคัญอื่น ๆ ที่จัดกิจกรรมนี้ได้แก่ ซิดนีย์ นิวเดลลี โยฮันเนสเบอร์ก  เซาเปาโล และนิวยอร์ค
ข่าวโดย  อาร์โนลด์ อาร์ กราห์ล
๒๙ กันยายน ๒๕๕๘ 








_______
Rotary and ONE, an international advocacy organization, joined other event partners in downtown Chicago on 24 September to demonstrate a commitment to ending extreme poverty and inequality and to promoting action on climate change on the eve of the United Nations launch of its Sustainable Development Goals.
The  constitute a road map for finding solutions to the world’s most pressing problems, and dovetail with Rotary members’ work to create positive change in their communities and around the world. As dusk fell over Chicago, participants in the Under One Sky event held up blue lights, transforming the plaza where they were gathered into a field of fireflies to #LightTheWay to a more just world.
“This is a great opportunity for people to network and join an event where we are all focused on creating a better world,” said Cheryl McIntyre, president of the Rotary Club of Chicago.
Julie Bordo, a district representative for ONE.org, noted that Rotary and ONE are more effective when they work together.
“We have very similar goals, and when we put our collective efforts together, it allows us to reach more people in addressing these incredibly important issues,” she said.
Under One Sky Chicago was one of more than 40 such events planned in the United States and more than 150 around the world. Other cities that hosted them include Sydney, New Delhi, Johannesburg, São Paulo, and New York.
Rotary News
29-Sep-2015

Thursday, October 1, 2015

NIGERIA DECLARED POLIO FREE

ไนจีเรียได้รับการประกาศ ปลอดจากโรคโปลิโอแล้ว


เมื่อวันที่ 25 กันยายน ศกนี้ องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ประเทศไนจีเรียปลอดจากโรคโปลิโอ และไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศที่มีโรคโปลิโอเป็นโรคประจำถิ่นอีกต่อไปแล้ว  ทั้งนี้นับเป็นเวลา 14 เดือนที่ประเทศนี้ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ที่ติดไวรัสโปลิโอ
ด้วยความสำเร็จที่ประเทศไนจีเรียทำให้เกิดขึ้นนี้  โลกของเราจะยังคงเหลืออีกเพียงสองประเทศที่มีโรคโปลิโอเป็นโรคประจำถิ่น นั่นคืออัฟกานิสถานและปากีสถาน ซึ่งยังคงมีการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโปลิโออยู่
ไนจีเรียเป็นประเทศล่าสุดที่ในทวีปอาฟริกาที่พ้นจากการมีโรคโปลิโอเป็นโรคประจำถิ่น ทวีปอัฟริกาเฉลิมฉลองหนึ่งปีแห่งการปราศจากผู้ป่วยโรคโปลิโอเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558  และหากเวลา 3 ปีผ่านไปทวีปนี้ทั้งทวีปไม่พบผู้ป่วยด้วยโรคโปลิโอรายใหม่อีก องค์การอนามัยโลกก็จะประกาศรับรองให้ทวีปอาฟริกาปลอดจากโรคโปลิโอโดยสมบูรณ์
"โรตารีสากลแสดงความยินดีกับประเทศไนจีเรียสำหรับการประสบความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมในการขจัดโรคโปลิโอจนหมดสิ้น"  ประธานโรตารีสากล เค อาร์ ราวินดรันกล่าว "ในนามขององค์กรริเริ่มเพื่อร่วมขจัดโรคโปลิโอโลก เราขอขอบคุณอาสาสมัคร เจ้าหนาที่การแพทย์ และผู้ปกครองของลูกหลานในทุก ๆ ชุมชนทั่วประเทศไนจีเรีย สำหรับความร่วมมือร่วมใจโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย จนได้รับการยืนยันว่าเด็กทุกคนได้รับการปกป้องจากโรคร้ายนี้  ในช่วงระยะเวลาต่อจากนี้ไปเรายังคงต้องทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อป้องกันประเทศไนจีเรียให้คงเป็นเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคโปลิโอ ในขณะเดียวกันก็จะต้องต่อสู้กับโรคโปลิโอที่ยังคงเหลืออยู่ในอีกสองประเทศคืออัฟกานิสถานและปากีสถาน"
ความสำเร็จของไนจีเรียเกิดจากความพยายามที่จะทำให้เกิดผลอย่างยั่งยืน รวมทั้งการให้การสนับสนุนทางการเงินทั้งภายในและจากต่างประเทศ  ความตั้งใจจริงของบรรดาเจ้าหน้าที่การแพทย์ และการใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ในการเข้าถึงเด็ก ๆ ทางภาคเหนือของประเทศ ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโปลิโอมาก่อนเลย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 
https://www.rotary.org/myrotary/en/news-media/news-features/nigeria-declared-polio-free-removed-endemic-list

NIGERIA DECLARED POLIO FREE, REMOVED FROM ENDEMIC LIST.

The World Health Organization (WHO) announced on 25 September that Nigeria is now polio-free and has been officially removed from the list of countries where polio is endemic. It’s been 14 months since any cases of polio caused by the wild virus have been detected there.
With Nigeria’s historic achievement, polio remains endemic in only two countries: Afghanistan and Pakistan. That means transmission of the virus has never been stopped there.
Nigeria was the last country in Africa where polio was endemic. . Once three years have passed without a case in WHO’s entire African region, officials will certify polio eradicated there.
“Rotary congratulates Nigeria on its tremendous accomplishment in stopping polio,” says RI President K.R. Ravindran. “On behalf of the entire Global Polio Eradication Initiative (GPEI), we thank volunteers, health workers, and parents in communities across Nigeria for their tireless commitment to ensuring every last child is protected against this devastating disease. In the months ahead, their dedication will remain as important as ever, as we work to keep Nigeria polio-free and to eliminate polio from its final strongholds in Pakistan and Afghanistan.”
Nigeria’s success is the result of several sustained efforts, including domestic and international financing, the commitment of thousands of health workers, and new strategies that reached children who had not previously been immunized because of a lack of security in the country’s northern states.

TYPE 2 POLIOVIRUS GONE FOR GOOD

In other encouraging news, an independent global health commission officially verified on 21 September that wild poliovirus type 2, one of three strains of the wild virus, has been eradicated worldwide. Although the last type 2 case was detected back in 1999, the confirmation is an important milestone, as Rotary and its partners in the Global Polio Eradication Initiative  from a form of the vaccine that targets all polio types to one that does not protect against type 2.
The announcement by the Global Commission for the Certification of Poliomyelitis Eradication confirms that only two strains of the wild poliovirus remain. Of those, type 3 wild poliovirus hasn’t been detected in almost three years, and wild poliovirus type 1 is endemic only in Afghanistan and Pakistan.

FUNDING INCREASE NEEDED TO REACH FINAL GOAL

On 25 September, the GPEI's Polio Oversight Board met to determine the next steps needed to eradicate polio. The group concluded that $1.5 billion in new funding is needed to help Rotary and its partners end polio in the next few years. With Nigeria now polio-free, spending will focus on the most vulnerable children in Afghanistan and Pakistan, while continuing to shield millions of children already living in polio-free countries.
“With a fully funded program and global commitment to ending this disease, we have the opportunity to interrupt transmission of the wild poliovirus in Pakistan and Afghanistan in 2016, opening the door for certification of a global eradication in 2019,” says Michael K. McGovern, chair of Rotary’s International PolioPlus Committee. “With [Rotary members’] continued support, we will soon see our dream of a polio-free world realized.”
Rotary News
25-Sep-2015

Thursday, September 17, 2015

A dangerous idea offers hope for girls in Afghanistan

ความคิดอันตราย สร้างความหวังให้เด็กหญิงอัฟกานิสถาน
เด็กกว่า 400 คนรวมถึงเด็กอายุ 7 ชวบที่เป็นเพื่อนกันสามคนนี้ ได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือที่ศูนย์การศึกษา ซาบูลี นอกเมืองคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน ทั้งนี้โดยความช่วยเหลือจากโรแทเรียนอเมริกันราเชีย แจน ที่เคยมีบ้านเกิดที่นี่ และได้กลับมาปิดศูนย์นี้เมื่อปี พ.ศ.2551

ปี พ.ศ.2548 ราเซีย แจนเกิดมีความคิดที่อันตรายขึ้นอย่างหนึ่ง คือเธออยากเปิดโรงเรียนแบบเปิดของเอกชนเพื่อให้นักเรียนหญิงในอัฟกานิสถานได้เรียน  พวกตอลีบันพยายามกีดกันไม่ให้เด็กหญิงได้มีโอกาสเรียนหนังสือ  ดังนั้นในปี พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นปีที่เธอเปิดโรงเรียนแห่งนั้น พวกก่อการร้ายมีอาวุธสงคราม ระเบิด ก๊าซพิษ ปืน ระเบิดลูกน้อยหน่า ฝนกรด ได้ฆ่าครู นักเรียน และลูกจ้างในโรงเรียนไป 149 ชีวิต
แต่แจนไม่ยอมให้พวกผู้ก่อการร้ายเหล่านี้หยุดความฝันของเธอ แจนติดต่อไปที่กระทรวงศึกษาอัฟกานิสถานเพื่อขอให้กระทรวงยอมบริจาคพื้นที่สักแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากคาบูลมา 30 ไมล์ วันนี้ศูนย์การศึกษาซาบูลีมีอายุเข้าปีที่หกแล้ว และได้รองรับนักเรียนหญิงให้เข้าเรียนในระดับอนุบาลจนถึงเกรดเก้า มาแล้วกว่า 400 คน
หากปราศจากโรงเรียนนี้ เด็กนักเรียนเป็นจำนวนมากจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ "ดิฉันรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
กับเด็กหญิงในชุมชนนี้"  แจนกล่าว  เธอเดินทางกลับมาที่อัฟกานิสถานหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าในเมืองดักซ์เบอรี่ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา "ความรู้คือสิ่งที่จะอยู่กับคน ๆ หนึ่งตลอดไป"
นิตยสารเดอะโรแทเรียนได้สนทนากับราเซีย แจนเกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานโรงเรียน
เดอะโรแทเรียน : อะไรทำให้คุณตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อไปเปิดโรงเรียนสตรีที่นั่น
แจน : ดิฉันได้เคยเห็นสภาพและวิธีที่เด็กหญิงที่นั่นถูกกระทำ จึงคิดว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง  ตอนนั้นคิดว่า "ที่นั่นไม่มีโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง ทำไมไม่สร้างขึ้นมาสักแห่งล่ะ" เวลานั้นดิฉันเป็นนายกสโมสรโรตารีดักซ์เบอรี่ จึงตัดสินใจจัดงานหาทุน  เราได้เงินมาจำนวน 65,000 เหรียญในค่ำคืนเดียวในปี พ.ศ.2548  ต่อมาในปี พ.ศ.2551 เราจัดงานอีกสองงานที่มีการแสดงของคาเล็ด โฮสซีนี ที่เป็นผู้ประพันธ์บทภาพยนต์เรื่อง "เด็กเก็บว่าว" (The Kite Runner and A Thousand Splendid Suns) ซึ่งทำให้เราได้ทุนมาอีกถึง 120,000 เหรียญ  พื้นที่ ๆ เราใช้สร้างโรงเรียนเป็นจุดศูนย์รวมของหมู่บ้านเจ็ดแห่ง คนที่นั่นยากจน และไม่เคยรู้จักโรงเรียนสตรีมาก่อน ความหวังของดิฉันคือสามารถใช้โรงเรียนแห่งนี้หยุดวัฏจักรแห่งความยากจน

เดอะโรแทเรียน : คุณพบแรงต้านทานอย่างไรบ้างหรือไม่
แจน : ตอนแรกที่มาที่หมู่บ้าน ผู้ชายคนหนึ่งเดินตรงมาหาฉัน จ้องหน้าฉันแล้วพูดว่า "น้องสาว เธอมาทำอะไรที่นี่  เข้าไปอยู่ในบ้านกับพวกผู้หญิงและดื่มชาสักถ้วยเถิด"  ฉันตอบว่า "ฉันจะมาสร้างโรงเรียนที่นี่  และจะยืนอยู่ตรงนี้อีกนาน คุณคงต้องทำใจให้คุ้นเคย ฉันคิดว่าคงจะไม่เข้าไปนั่งในบ้านหรอกค่ะ" คำตอบนี้คงเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงพูดอย่างท้าทายผู้ชายในประเทศนี้  วันก่อนเปิดโรงเรียน ยังมีผู้ชายอีกหลายคนมาหาฉัน คราวนี้มากันสี่คน "พวกเราหวังว่าคุณรู้ตัวดีว่า ยังมีเวลาที่คิดจะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนโรงเรียนสตรีนี้เป็นโรงเรียนชาย"  ฉันตอบไปว่า "เด็กผู้ชายเป็นกระดูกสันหลังของชุมชนของเรา เสียดายที่พวกคุณตาบอด และฉันกำลังทำให้คุณกลับมามองเห็นอีกครั้ง"  พวกเขาหันหลังเดินจากไป และไม่เคยกลับให้เห็นอีกเลย

เดอะโรแทเรียน : โรงเรียนนำความเปลี่ยนแปลงอย่างใดที่โรงเรียนนมาสู่เด็กหญิงและชุมชนที่นั่น
แจน : สิ่งแรกที่เราทำกันที่โรงเรียนคือการสอนให้เด็กหญิงทุกคนเขียนชื่อพ่อของตัวเองให้ได้ แล้วเอาคำเขียนนั้นกลับไปบ้านให้พ่อแม่ดู  พวกพ่อ ๆ ต่างบุกมาหาฉัน แล้วร้องไห้ "ลูก ๆ ของเราเขียนชื่อของพ่อได้ แต่พ่อยังเขียนไม่เป็นเลย"  นั่นเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่หาที่เปรียบไม่ได้  เพราะฉันได้พิสูจน์ให้พวกผู้ชายในหมู่บ้านทั้งเจ็ดแห่งที่นั่นรู้ว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ลูกสาวของพวกเขาจะได้รับ นั่นคือการเป็นคนรู้หนังสือ แล้วพวกเขาจะเป็นอิสระ พูดได้กับพ่อแม่และแสดงความคิดเห็นได้  พวกเขาสามารถพูดถึงความต้องการของตัวเอง  ครั้งหนึ่งเด็กนักเรียนยืนขึ้นแล้วพูดอย่างฉะฉานว่า "คุณไม่ควรต้องไปสนใจว่าโลกคิดยังไง"  คำพูดเช่นนี้ไม่มีใครกล้าพูดก่อนหน้านี้

เดอะโรแทเรียน : อนาคตของเด็กพวกนี้จะเป็นอย่างไร
แจน : ดิฉันไม่ต้องการให้การศึกษาของพวกเขาจบลงแค่นี้ที่นี่  พวกเขาควรไปเรียนต่อที่วิทยาลัย แต่ก็เป็นเรื่องยาก ปีหน้าเด็กรุ่นแรกที่จบเกรดสิบ ฉันคิดเผื่อไว้ว่าอยากจะให้การศึกษาต่อเนื่องโดยการสร้างศูนย์คอมพิวเตอร์ศาสตร์หรือวิชาพยาบาล  เราต้องนำเอาความรู้มาสู่เขา หากพวกเขาไม่สามารถไปเรียนต่อวิทยาลัยที่ไหนได้  ดิฉันอยากให้พวกเขาได้รับเสรีภาพมากที่สุดเท่าที่พวกเขาควรจะได้ และมีที่ในสังคมที่พวกเขาจะพูดแสดงความเห็นได้ เราจะมอบอนาคตที่มั่นคงแก่พวกเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

โดย เมแกน เฟอร์ริงเกอร์
พิมพ์ในนิตยสารเดอะโรแทเรียนเดือนธันวาคม ปี 2556
30 ธันวาคม 2556

Monday, August 31, 2015

WHY MENTOR MATTERS?

ที่ปรึกษา สำคัญตรงไหน
โดย โรเบิร์ต ดี. พัทนัม
ภาพโดย เกรก คลาก


โรแทเรียนให้คำปรึกษากับเยาวชนตามชุมชนต่าง ๆ ทุกวัน  การให้คำปรึกษาเหล่านั้นส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

คนอเมริกันมักคิดถึงตัวเองว่าเป็นคนเก่งแบบ "ข้ามาคนเดียว" ไม่ว่าจะเห็นจากในภาพยนตร์คาวบอยควบม้าเข้าสู่ดินแดนอันกว้างใหญ่ที่มีฉาก หลังเป็นพระอาทิตย์กำลังตก แต่หากว่าเราจะคิดสักนิดถึงความจริงที่ว่าสัญลักษณ์ของนิยายอเมริกันต้อง เกี่ยวข้องกับขบวนรถไฟที่นำเอาความช่วยเหลือจากชุมชนของผู้ บุกเบิก ลูกตุ้มกาลเวลาแกว่งไปมาระหว่างขั้วพระเอกตัวคนเดียวกับอีกขั้วคือชุมชน  ทั้งสองต่างปรากฎอยู่ในความคิดเชิงปรัชญาและในชีวิตจริงของเรา  ในช่วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะร้ายหรือดีเราก็ได้พบเห็นลูกตุ้มยักษ์แกว่งอยู่ระหว่างขั้วสุดยอดคน ในสังคม การเมือง วัฒนธรรม ในขณะเดียวกันอีกขั้วหนึ่งนักวิจัยก็ป้อนข้อมูลหลักฐานที่ว่าสังคมมีความ สำคัญเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทางสังคม ระบบเครือข่ายในสังคม หรือกล่าวสั้น ๆ คือ ชุมชนนั่นเอง ก็ยังเป็นขั้วที่เติมเต็มความมั่งคั่งให้กับประเทศและเป็นโอกาสของลูกหลาน ของเรา

นักสังคมวิทยามักใช้คำว่า "ทุนสังคม" เพื่ออธิบายการต่อเชื่อมทางสังคม ซึ่งหมายความถึงความผูกพันธ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่เป็นทางการกับครอบครัว เพื่อน เพื่อนบ้าน และคนรู้จัก  ที่เกี่ยวโยงออกไปสู่สังคมพลเมือง สถาบันศาสนา ทีมนักกีฬา  กิจกรรมของอาสาสมัคร เป็นต้น  ทุนสังคมนั้นได้รับการยืนยันบ่อย ๆ ว่าเป็นดัชนีบ่งชี้ที่หนักแน่นว่าชุมชนหรือปัจเจกบุคคลอยู่ในสถานภาพที่ดี  การยึดโยงกันในชุมชนและเครือข่ายสังคมมีผลมากต่อสุขภาพ ความสุข ความสำเร็จทางการศึกษา ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในสังคม และ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง) สวัสดิภาพของเยาวชน  แต่ว่ามันก็เหมือนกับทุนทางการเงินและทุนมนุษย์ ทุนสังคมนั้นถูกจัดสรรออกไปอย่างไม่เท่าเทียม และความแตกต่างในการเชื่อมโยงทางสังคมเป็นผลต่อช่องว่างทางโอกาสสำหรับ เยาวชน
ผลการศึกษามากมายระบุว่าคนอเมริกันที่มีการศึกษามีเครือ ข่ายเชื่อมโยงเขาทั้งในระดับกว้างและลึก ทั้งกลุ่มคนใกล้ตัวเช่นครอบครัวเพื่อนและไกลออกไปในสังคมที่กว้างขวาง  ตรงข้ามคนอเมริกันที่มีการศึกษาต่ำ มีเครือข่ายทางสังคมที่ด้อยกว่า ซ้ำซ้อนในวงแคบ ๆ และยึดติดอยู่ในครอบครัว (ซ้ำซ้อนในวงแคบหมายถึงเพื่อนรู้จักคนที่เขารู้จักทั้งหมด พวกเขายังขาดการเข้าถึง "เพื่อนของเพื่อน" แบบที่คนอเมริกันชั้นสูงมีกัน  กล่าวโดยสรุปคือพ่อแม่ของเด็กที่เรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยมีเพื่อนสนิท มากกว่าและมีคนรู้จักมากกว่าพ่อแม่ของเด็กที่มีการศึกษา น้อย

ห้องเรียนส่งผลต่ออนาคตของความเป็น "เพื่อนสนิท" ที่จะผูกพันกันอย่างเหนียวแน่นยาวนาน ที่อาจเกื้อกูลกันต่อไปได้ทางจิตใจและอาจมากถึงทางวัตถุ  หนึ่งในห้าของผู้ปกครองที่มีระดับความเป็นอยู่ดีมีรายงานว่ามีเพื่อนสนิท มากถึง ๒๐ - ๒๕ เปอร์เซนต์ มากกว่ากลุ่มพ่อแม่หนึ่งในห้าที่อยู่ระดับล่าง

บางทีสิ่งที่น่าจะมีความสำคัญกว่า ก็คือการที่คนอเมริกันที่มีความรู้ดีและมีเครือข่าย "ความสัมพันธ์แบบหลวม ๆ" มากและเชื่อมโยงเป็นวงกว้างหลากหลายระดับชั้น การเข้าถึงและลักษณะความหลากหลายของความสัมพันธแบบหลวม ๆ นี้มีคุณค่าต่อสังคมในอันที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการศึกษาและเศรษฐกิจที่ดี ขึ้น เพราะว่าความสัมพันธ์แบบนี้เปิดทางให้ผู้ปกครองและเด็กที่มีฐานะดีตักตวง ประโยชน์เครือข่ายผู้มีความรู้และมีความมั่งคั่งได้มากกว่า เด็ก ๆ และผู้ปกครองที่มีฐานะยากจนกว่า

พ่อแม่ที่จบวิทยาลัยมักจะมีหนทางในการทำความรู้จักกับคนมาก หน้าหลายตา  ความสัมพันธ์หลวม ๆ นี้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการงานที่จะสร้างความก้าว หน้าสืบเนื่องไปของลูก ๆ เช่น อาชีพอาจารย์ ครู นักกฎหมาย บุคคลากรทางการแพทย์ ผู้นำทางธุรกิจ แต่ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดกับชนชั้นแรงงานดั้งเดิมก็คือเครือข่ายที่มีอาชีพ เป็นตำรวจและเครือข่ายเพื่อนบ้าน
ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้ปกครองที่อยู่ในชนชั้นระดับล่างกลับรวมศูนย์ไว้ อย่างไม่เหมาะสมในกลุ่มครอบครัว (และอาจเพียงไกลออกไปในกลุ่มเพื่อนโรงเรียนมัธยมศึกษาและเพื่อนบ้านใกล้ เคียง) ซึ่งด้วยเหตุผลที่พวกเขาอยู่ในตำแหน่งทางสังคมในระดับที่ไปสุดที่ผู้ปกครอง ถึงแม้ครอบครัวที่มีความรู้ดีมีฐานะพอใช้ได้จะได้เปรียบที่ มีเครือข่ายส่วนตัวขนาดใหญ่กว่า สิ่งที่สำคัญกว่าคือคุณภาพของเครือข่ายที่มีอยู่นั้นว่ากลุ่มเพื่อนหรือคน รู้จักในเครือข่ายนั้นสามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่พวก เขาและลูก ๆ ได้

ผู้ปกครองที่มีฐานะดีจะสามารถสร้างเครือข่ายแบบหลวม ๆ ให้กับลูกของตัวเองได้ด้วยการจัดให้พบปะกับเพื่อนเด็กโตด้วยกัน คนทำงาน หรือในกิจกรรมที่จัดเตรียมไว้  ในขณะที่เด็ก ๆ จากครอบครัวคนทำงานจะไปมาหาสู่กันเฉพาะญาติสนิทกับเพื่อนบ้าน ทำให้การสร้างเครือข่ายที่มีคุณภาพเกิดขึ้นได้ยาก  เมื่อลูก ๆ ของครอบครัวมีฐานะปรับตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เลือกวิชาหลัก และวางแผนการทำงาน พวกเขามีผู้ให้คำปรึกษาที่เชื่อถือได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว คณะที่เรียน หรือบุคคลภายนอก ในขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนจะปรึกษาเฉพาะกับสมาชิกในครอบ ครัวที่สนิทกันคนหรือสองคนเท่านั้น และจะยิ่งน้อยลงไปอีกถ้าในครอบครัวไม่มีคนที่มีประสบการณ์จากมหาวิทยาลัย กล่าวโดยสรุปคือเครือข่ายสังคมของครอบครัวมีฐานะดีมีการ ศึกษาสูงจะเป็นหลักประกันการขยายความมั่งคั่งทางโอกาสแก่ เด็ก ๆ ในครอบครัว

การสร้างสายสัมพันธ์มีความสำคัญไม่เพียงแต่การหาโรงเรียน หรืองานดี ๆ เท่านั้น  ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีมากพอ ๆ กับเส้นทางการมีโอกาสได้ฝึกงานหรือมุมหนึ่งของงานออฟฟิศ นั่นก็คือการที่ทุนสังคมสามารถปกป้องเด็กที่มีฐานะดีจากภัยที่เกิดขึ้นกับ วัยรุ่น  การศึกษาตลอด ๔๐ ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นผลที่ค่อนข้างคงที่ว่าการใช้ยาเสพติดหรือดื่มของมึน เมาเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับเด็กที่มีฐานะดีไม่ต่างจาก เด็กยากจน แต่ที่แตกต่างกันคือครอบครัวและชุมชนให้การปกป้องคุ้มครองจนเด็กที่มาจาก ฐานะดีได้รับผลลบน้อยที่สุดจากยาเสพติดและภัยร้ายต่าง ๆ

การให้คำปรึกษาหรือการกลุ่มพี่เลี้ยงภายนอกครอบครัวมีบทบาท สำคัญชัดเจนในการช่วยให้เด็กพัฒนาศักยภาพของตนเองมากยิ่ง ขึ้น

การประเมินผลที่จัดทำด้วยความระมัดระวังของหน่วยงาน อิสระได้แสดงให้เห็นว่าการให้คำปรึกษาอย่างจริงจังสามารถ ช่วยเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ (รวมถึงพ่อแม่) ผลดีที่ตามมาคือการศึกษาและจิตวิทยาสังคมที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ช่วยเรื่องคะแนนเข้าเรียน ผลการเรียน สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง และลดการใช้ความรุนแรง การประเมินผลนี้ได้ผลค่อนข้างคงที่แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวแปรที่อาจมี น้ำหนักมาก ผลที่วัดได้นี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อการให้คำปรึกษาทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเป็นผลชัดเจนกับเด็กที่อยู่ในสภาวะเสียงสูง  (เด็กจากชนชั้นสูงมีโอกาสรับคำปรึกษาแบบไม่เป็นทางการอยู่แล้วรอบ ๆ ตัวพวกเขา ดังนั้นการให้คำปรึกษาแบบเป็นทางการไม่มีผลมากนักต่อความสำเร็จของพวกเขา) จากผลการประเมินนี้สรุปว่าการให้คำปรึกษาทำให้เกิดผลที่มี ประสิทธิภาพ

การให้คำปรึกษาแบบเป็นทางการนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นปกติและ ไม่ยั่งยืนเมื่อเทียบกับการให้คำปรึกษาแบบไม่เป็นทางการ  ในการสำรวจระดับประเทศเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๖ เยาวชนตอบแบบสอบถามจำนวน ๖๒ เปอร์เซนต์บอกว่าได้รับคำปรึกษาแบบไม่เป็นทางการ (หรือแบบธรรมชาติ)  ในขณะที่เพียง ๑๕ เปอร์เซนต์รับคำปรึกษาแบบเป็นทางการ  ยิ่งไปกว่านั้นการให้คำปรึกษาแบบไม่เป็นทางการยังมีช่วงเวลายาวนานถึง ๓๐ เดือน ในขณะที่คำปรึกษาแบบเป็นทางการจบลงภายในเวลา ๑๘ เดือน

อย่างไรก็ตามค่าเฉลี่ยระดับประเทศเหล่านั้นทำให้ผลต่างใน การเข้าถึงการให้คำปรึกษาที่มีอยู่สูงมากนั้นยังไม่ชัดเจน กล่าวคือการให้คำปรึกษาแบบไม่เป็นทางการยังคงเป็นสิงที่ ปกติธรรมดาสำหรับเด็กจากครอบครัวร่ำรวยระดับกลางไปจนถึง ระดับสูงในขณะที่เด็กจากครอบครัวรายได้ต่ำจะเข้าถึงยากกว่า

เมื่อดูคะแนนรวมทุกกลุ่มสำหรับการให้คำปรึกษาแบบไม่เป็นทาง การภายนอกครอบครัว เช่น ครู เพื่อน ๆ ของคนในครอบครัว ผู้นำเยาวชน ผู้นำศาสนา โคช ผลปรากฎว่าเด็กที่มาจากครอบครัวชั้นสูงเข้าถึงได้มากกว่าสองถึงสามเท่า  เด็กฐานะดีและเพื่อน ๆ ของเขาที่มีฐานะด้อยกว่าจะมีโอกาสเท่าเทียมกันสำหรับคนในครอบครัวในการเข้า ถึงคำปรึกษา แต่เด็กครอบครัวฐานะดีมักจะได้จะได้คำแนะนำจากผู้มีความเชี่ยวชาญสูงกว่า ดังนั้นคำแนะนำสำหรับครอบครัวมักจะมีผลต่อความสำเร็จทางการ ศึกษาของเด็กในครอบครัวฐานะดีกว่า กล่าวโดยสรุปคือเด็กจากครอบครัวมีฐานะดีมักจะได้คำแนะนำแบบไม่เป็นทางการที่ ดีกว่า

ช่องว่างของการได้รับคำปรึกษานั้นมีกว้างมากในเด็กนักเรียน ระดับประถม และมีมากขึ้นเมื่อเด็กเรียนถึงระดับชั้นมัธยมต้น  ความจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือการให้คำปรึกษาแบบเป็นทางการไม่ได้ช่วยปิดช่องว่างได้มากนัก  ความจริงคำปรึกษาแบบเป็นทางการชดเชยได้เพียงเล็กน้อย สำหรับนักเรียนระดับประถมกับมัธยมและจะหายไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น  ในชั้นระดับมัธยมปลายนั้นไม่มีความแตกต่างกันเลยสำหรับการรับคำปรึกษาแบบ เป็นทางการ  ดังนั้นโดยรวมแล้วช่องว่างของการให้คำปรึกษา (ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ) นั้นเริ่มในระดับประถมและเพิ่มขึ้นมากเมื่อเด็กต้องการความช่วยเหลือจากนอก ครอบครัว

กล่าวโดยย่อ สองในสามของเด็กครอบครัวรำ่รวยมีผู้ให้คำปรึกษาที่ไม่ใช่คนในครอบครัว ในขณะ ที่สองในสามของเด็กยากจนไม่มี  ช่องว่างที่ชัดเจนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเด็กยากจนไม่ต้องการคำปรึกษา เพราะความจริงก็คือเด็กยากจนซึ่งมีจำนวนมากถึงสองเท่าของ เด็กครอบครัวมีฐานะมีช่วงสำคัญของชีวิตที่ต้องการที่ปรึกษา แต่ไม่สามารถหาที่ปรึกษาได้

ผลประการหนึ่งของการเกิดช่องว่างของการมีที่ปรึกษาคือ การซำ้เติมช่องว่างของการเรียนรู้เพื่อเอาตัวรอดของเด็ก ๆ ซึ่งทำให้เด็กที่มีฐานะดีได้เปรียบกว่าในสังคมสามารถเรียน รู้การเอาตัวรอดจากโอกาสที่มีให้เลือกมากกว่า  จากการสัมภาษณ์แสดงว่า เด็กวัยรุ่นอายุ ๑๘ - ๑๙ ปีทั่วประเทศไม่เข้าใจกับการปฏิบัติตัวในโรงเรียน  ไม่ว่าจะเป็นระบบสองหรือสี่ปีในโรงเรียน หรือการจัดการการเงิน  โอกาสในการได้งานทำ  และแม้แต่โปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือพวกเขาเอง เช่น โปรแกรมการให้เงินกู้เพื่อการศึกษา  พอ่แม่ที่มีความรู้น้อยก็มีทักษะจำกัดหรือไม่มีประสบการณ์เพียงพอที่จะ อธิบายสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ข้อสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการที่พวกเขาขาดเครือข่ายที่ปรึกษาแบบไม่เป็น ทางการในขณะที่พวกเด็กรวยมีอยู่รอบตัว  ตัวอย่างหนึ่งที่น่าหดหู่ก็คือในระหว่างที่พวกเราเก็บข้อมูลสัมภาษณ์อยู่ นี้ คุณพ่อจากครอบครัวชนชั้นแรงงานถามเราว่าเขาจะนำลูกสาวมาร่วมสัมภาษณ์พร้อม กับลูกชายได้หรือไม่ เพื่อว่าลูกสาวคนนี้จะได้พบปะกับพวกคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยบ้าง โปรแกรมดี ๆ ที่ตอบสนองต่อช่องว่างทางโอกาสจะช่วยตอบสนองช่องว่างของการเรียนรู้ และในที่สุดจะปิดช่องว่างแห่งการให้คำปรึกษาได้.

----------
สโมสรของท่านจะช่วยอะไรได้บ้าง
โปรแกรม ของโรตารีหลากหลายโปรแกรมที่มุ่งพัฒนาเยาวชน ท่านอาจเริ่มจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
อินเตอร์ แรคท์ เป็นสโมสรเยาวชนที่สโมสรโรตารีห้การ อุปถัมภ์สำหรับกลุ่มเยาวชนที่มี อายุ ๑๒-๑๘ ปี ท่านสามารถให้การอุปถัมภ์ได้แบบการตั้ง สโมสรในโรงเรียนหรือแบบในชุมชนก็ ได้ โดยดูขั้นตอนตามเอกสารในเว็บไซท์ต่อไปนี้ www.rotary.org/take-action/empower-leaders/sponsor-interact-club.
ไร ลา หรือ รางวัลผู้นำเยาวชนโรตารี โดยปกติไรลาคือกิจกรรมเยาวชนที่ออกแบบมาเพื่อ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา แต่สามารถปรับหลักสูตรเพื่อเด็โตขึ้นที่มี ความเป็นผู้นำ หากต้องการจัดกิจกรรมไรลาโปรดดูรายละเอียด เพิ่มเติมที่ www.rotary.org/take-action/empower-leaders/organize-ryla-event
 
ต้อง การข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมของโรตารีที่เกี่ยว กับเยาวชน ตลอดจนทุนการศึกษาและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้ที่ www.rotary.org/myrotary/take-action/empower-leaders.

Thursday, August 20, 2015

Attendance VS Engagement


ทำทองไม่รู้ร้อน สโมสรจะล่มสลาย
โดย เทอร์รี่ อาร์ เวฟเวอร์ ผู้ว่าการภาค 7750 (แคโรไลน่าใต้ ประเทศสหรัฐอเมริกา)

ระหว่างเดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่ใหม่ของผมในฐานะผู้ว่าการภาค ผมมักได้รับรู้ถึงความเข้าใจผิด ๆ ในหลาย ๆ สโมสรเกี่ยวกับอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ทำให้สโมสรไม่โต
ทองไม่รู้ร้อน
คะแนนการประชุมสโมสร

ขอให้ถอยหลังกลับมาสักนิด หลายปีก่อนสภานิติบัญญัติโรตารีสากล ได้ประกาศว่ากิจกรรมในโรตารีที่ทดแทนการประชุมได้นั้นมีมากมายหลายประการ ซึ่งรวมไปถึงวิธีการต่าง ๆ ไม่ใช่แค่การไปร่วมประชุมต่างสโมสร แต่การประชุมแบบอื่น ๆ ในสโมสรของตนเองเช่น ประชุมกรรมการฝ่ายต่าง ๆ การประชุมบอร์ด (กรรมการบริหาร) การออกไปทำโครงการ (ซึ่งบางสโมสรใช้เวลาอยู่กับกิจกรรมนั้น ๆ นานเป็นชั่วโมงหรือสองชั่วโมง) ก็นับได้ว่าเป็นการทดแทนการประชุม ที่ทดแทนได้นั้นมีความหมายรวมถึงกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ของโรตารี แต่มีเงื่อนไขว่าจะให้เป็นคะแนนการประชุมได้ สมาชิกท่านนั้นก็ต้องรายงานไปยังเลขานุการสโมสรถึงการได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว หลายสโมสรมีแบบฟอร์มลงลายมือชื่อในการประชุมกรรมการฝ่าย หรือการเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ แล้วส่งรายชื่อนั้นให้แก่เลขานุการสโมสร เท่านั้นก็คือว่าเป็นคะแนนการประชุมสำหรับสมาชิกได้เลย

การประเมินการมีส่วนร่วม

ทำไมสภานิติบัญญัติยอมการทดแทนเช่นนั้น ก็เพราะว่าคะแนนการประชุมจะไม่ใช่จุดที่สมาชิกมาที่ห้องประชุมสโมสรอีกต่อไป เพราะจากนี้ไปการประเมินคะแนนการประชุมจะประเมินจากการมีส่วนร่วมของสมาชิก นี่คือดัชนีบ่งชี้ว่าสโมสรทำได้ดีพอหรือไม่ในการสร้างหนทางแห่งการร่วมมือร่วมใจของสมาชิกในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรตารี เชื่อผมเถิด เรามีสถิติที่พิสูจน์ได้ว่าเมื่อสมาชิกขาดการมีส่วนร่วมในสโมสรแล้ว นั่นหมายถึงทางลัดที่จะพาเขาถอดใจและเขียนใบลาออกให้ท่าน ดูที่รายงานคะแนนการประชุม คนที่มาประชุมน้อยหรือไม่มาเลยคือคนที่กำลังคิดจะลาออก คุณจะทำอะไรได้บ้างไหมที่จะหาทางให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม และหวังยิ่งกว่านั้นคือ หวังว่าเขาจะชื่นชอบในกิจกรรมบางอย่างที่สโมสรหยิบยื่นให้เขาร่วมปฏิบัติ

ที่สำคัญกว่านั้น การวิเคราะห์การมีส่วนร่วม (คะแนนการประชุมก็คือเครื่องมือพื้นฐานที่สุด) ก็เสมือนหนึ่งการสร้างหลักประกันยืนยันว่าสมาชิกได้ผลตอบแทนจากการลงทุนมาเป็นสมาชิกสโมสรของเขาเอง สมาชิกที่ไม่ปรากฎตัวในกิจกรรมโรตารีใด ๆ เลยเท่ากับเขาขาดทุนในโรตารี และถ้าเรารู้ว่ามีสมาชิกแบบนี้อยู่แต่เนิ่น ๆ เราสามารถเข้าทำการแก้ไขเยียวยาให้เขาได้กลับเข้าสโมสรทำเรื่องที่เขาสนใจได้

การมีส่วนร่วมดี การเข้าประชุมก็ดี

ดังนั้น ขอให้พวกเราอย่ามองว่าการเข้าประชุมเป็นดัชนีบ่งชี้ความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกเท่านั้น แต่เราต้องอธิบายให้สมาชิกมุ่งหวังฟังแนวทางเดียวกันหมด แทนที่จะพูดว่า “คุณต้องมาประชุมเดือนละ 4 ครั้ง” ให้พูดใหม่ว่า “เราคาดหวังว่าคุณจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมโรตารีอะไรก็ได้เดือนละ 4 ครั้ง คุณเลือกเอาเองเลยว่าอยากทำอะไร เลือกเวลาที่จะทำกิจกรรมนั้นเองได้เลย” ผมคิดว่าคำพูดสองประโยคนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน และนี่แหละคือสิ่งที่เราอยากจะวัดและประเมินจริง ๆ ยิ่งกว่า

ดังนั้นมันไม่ได้อยู่ที่การทำให้สมาชิกมาที่ประชุมสโมสร ที่จริงมันอยู่ที่รูปแบบและการนำเสนอของเราที่จะตอบสนองความต้องการแบบที่เขาเลือกเองได้ ที่เขาจะสามารถเลือกเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นของขวัญแก่ชาวโลก

บทความเพื่อเดือนแห่งสมาชิกภาพและการพัฒนาสโมสร สิงหาคม เรากำลังรวบรวมเรื่องราวดี ๆ จากสมาชิกทุกท่าน ซึ่งท่านก็สามารถร่วมเขียนร่วมส่ง เพื่อดำรงความภาคภูมิใจในโรตารี เขียนถึงเราได้ที่เฟสบุค


SOURCE:

The elephant in Rotary’s living room
By Terry R. Weaver, governor of District 7750 (South Carolina, USA)
In my travels as a newly fielded district governor, I’ve run into a misperception that several clubs have told me is getting in the way of membership growth.
The elephant in the living room?
ATTENDANCE.
Let’s step back. Several years ago, Rotary’s Council on Legislation declared that almost ANY legitimate Rotary activity qualifies as a make-up. This includes not only attending another club’s meeting, but also a committee meeting or board meeting, working on a project (some clubs say for at least one or two hours), etc. “Etc.” means anything that can reasonably be called a Rotary service activity. Now, of course to get “credit” for a make-up, the member has to report that qualifying activity to the club secretary. Most clubs use a sign-in sheet at a committee meeting or project and then forward the whole list to the secretary.
Measuring engagement
Why did the Council do that? Because the point of tracking attendance is not to make people come to meetings. When measured this way, it’s a measure of engagement — a key performance indicator of how your Rotary club is doing at involving members in Rotary activities. Believe me, we have the data to prove that when a member isn’t engaged and involved in the club, it’s a short trip to a resignation letter. Look at your members’ attendance percentages. Those at the bottom of the list are thinking about resigning. What can you do to get them engaged, involved, and — hopefully — passionate about something the club is doing?
More importantly, tracking engagement (attendance is a surrogate) is an important way of ensuring that members get the return on their Rotary investment that they deserve. Members who don’t show up for club activities aren’t getting the benefit of Rotary, and if we can identify those folks early, we can intervene and get them involved in something they’re interested in.
Participation versus attendance
So, let’s not only treat attendance as a key performance indicator for engagement but let’s explain it the same way to prospects. Rather than, “You have to attend four meetings a month,” say, “We expect you to participate in some Rotary activity four times a month — you pick the activity that works for you, and you pick the time.” I think that’s a whole different message, and actually what we’re attempting to promote and measure.
It’s not about making people come to meetings. It’s about offering them a platform where they, in their own ways and based on their own preferences, can Be a Gift to the World.
For Membership and New Club Development Month in August, we are collecting stories from members about why they joined– and are proud to stay– in Rotary. Tell us your story on Facebook


Wednesday, August 5, 2015

Ian H.S. Riseley is the Choice for RI President 2017-18


ประธานโรตารีสากล 2017-18
เอียน เอช เอส ไรส์ลี จากสโมสรโรตารีแซนดริงแกม วิคตอเรีย ออสเตรเลีย เป็นผู้ที่ได้รับเลือกจากคณะกรรมการสรรหาประธานโรตารีสากลประจำปี พ.ศ.2560-61  เขาจะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธานโรตารีสากลนอมินีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ หากปราศจากผู้ดำเนินขั้นตอนยื่นการท้าทาย
ไรส์ลีกล่าวว่าการเข้าเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทเอกชนและองค์กรภายนอกจะกลายเป็นนโยบายสำคัญที่มีผลต่ออนาคตของโรตารี
"เรามีโปรแกรมและบุคคลากรและทรัพยากรต่าง ๆ พร้อม" ไรส์ลีกล่าว "การทำความให้กับโลกนี้เป็นเป้าหมายของพวกเราทุกคน  เราต้องเรียนรู้จากประสพการณ์การกำจัดโรคโปลิโอ มาเป็นประโยชน์ในการเพิ่มศักยภาพในการสร้างความตระหนักแก่สาธารณชน อันจะเป็นผลงานที่นำเสนอต่อหุ้นส่วนของเราได้
ไรส์ลีเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีและเป็นเจ้าของบริษัทไรส์ลีและโก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าในและต่างประเทศ และมีความสนใจเป็นพิเศษในกิจการระหว่างประเทศ  เขาเคยได้รับรางวัลสันติภาพ "ออสเอด" จากรัฐบาลออสเตรเลียในปี พ.ศ.2547  จากผลงานของเขาในการร่วมสร้างความสงบให้เกิดขึ้นกับประเทศติมอร์-เลสเต้  เขายังได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ออสเตรเลียในปี พ.ศ.2549 จากการบำเพ็ญประโยชน์ให้กับชุมชนในประเทศออสเตรเลีย
"รัฐบาลประเทศต่าง ๆ เห็นผลงานด้านบวกของสิ่งที่โรตารีทำให้กับสังคม"  เขากล่าว "เราควรร่วมงานกับพวกเขาในกสนนำสันติภาพให้เกิดขึ้นและขจัดความขัดแย้งต่าง ๆ เช่นเดียวกับการใช้ความพยายามในการต่อสู้กับโรคโปลิโอ"
นับจากปีที่เขาร่วมกับโรตารีในปี พ.ศ.2521 เขาได้ปฏิบัติหน้าที่ให้กับโรตารีสากลในหลายฐานะ ได้แก่ เหรัญญิก  กรรมการทรัสตีมูลนิธิโรตารี  กรรมการบริหารโรตารีสากล  สมาชิกคณะกรรมการเฉพาะกิจ  ประธานและกรรมการชุดต่าง ๆ และได้ผ่านการเป็นผู้ว่าการภาคมาแล้ว
เขายังเป็นอดีตกรรมการรณรงค์กำจัดโปลิโอภาคเอกชนแห่งออสเตรเลีย และได้รับรางวัลผู้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อโลกที่ปลอดจากโปลิโอของมูลนิธิโรตารี  เขาและจูเลียต ภรรยาเป็นผู้บริจาคเมเจอร์โดนเนอร์ของพอลแฮร์รีสเฟลโลว์ และเป็นสมาชิกบีเควสท์โซไซตี้

รายงานโดย ไรอัน ไฮแลนด์
3 สิงหาคม 2558
Ian H S Riseley 

Ian H.S. Riseley, of the Rotary Club of Sandringham, Victoria, Australia, is the selection of the Nominating Committee for President of Rotary International in 2017-18. He will become the president-nominee on 1 October if no other candidates challenge him.
Riseley says that meaningful partnerships with corporations and other organizations are crucial to Rotary’s future.
“We have the programs and personnel and others have available resources,” says Riseley. “Doing good in the world is everyone’s goal. We must learn from the experience of the polio eradication program to maximize our public awareness exposure for future partnerships.”
Riseley is a practicing accountant and principal of Ian Riseley and Co., which specializes in advising local and international businesses, and has a strong interest in international affairs. He received the AusAID Peacebuilder Award from the Australian government in 2002 in recognition of his work in Timor-Leste. He also received the Order of Australia medal in 2006 for service to the Australian community.
“Governments see Rotary as positive representatives of a civil society,” he says. “We should work with them to advocate for peace and conflict resolution, just as we are advocating for polio eradication.”A member since 1978, Riseley has served Rotary as treasurer, director, trustee, RI Board Executive Committee member, task force member, committee member and chair, and district governor.
He is also a former member of the Australian Polio Eradication Private Sector Campaign and a recipient of The Rotary Foundation’s Service Award for a Polio-Free World. He and his wife, Juliet, are Multiple Paul Harris Fellows, Major Donors, and Bequest Society members.
The Nominating Committee’s members are Ann-Britt Åsebol, Rotary Club of Falun-Kopparvågen, Sweden; John T. Blount, Rotary Club of Sebastopol, California, USA; Hee-Byung Chae, Rotary Club of Seoul West, Seoul, Korea; Serge Gouteyron, Rotary Club of Valenciennes-Denain aérodrome Nord, France; Frederick W. Hahn Jr., Rotary Club of Independence, Missouri, USA; Stuart B. Heal, Rotary Club of Cromwell, New Zealand; Paul Knyff, Rotary Club of Weesp (Vechtstreek-Noord), Netherlands; Masahiro Kuroda, Rotary Club of Hachinohe South, Aomori, Japan; Anne L. Matthews (chair), Rotary Club of Columbia East, South Carolina, USA; Michael D. McCullough, Rotary Club of Trenton, Michigan, USA; David D. Morgan, Rotary Club of Porthcawl, Mid Glamorgan, Wales; Gideon M. Peiper, Rotary Club of Ramat Hasharon, Israel; José Alfredo Sepúlveda, Rotary Club of Pachuca Plata, Hidalgo, Mexico; P.C. Thomas, Rotary Club of Nilgiris West, Tamil Nadu, India; Alceu Antimo Vezozzo, Rotary Club of Curitiba, Paraná, Brazil; and C. Grant Wilkins, Rotary Club of Denver, Colorado, USA.

By Ryan Hyland
Rotary News 
3-Aug-2015

Monday, August 3, 2015

GOOD NEWS FROM NIGERIA


ข่าวดีจากไนจีเรีย
หน้าประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปี  ที่ประเทศไนจีเรียปลอดจากรายงานผู้ป่วยโรคโปลิโอรายใหม่่  จึงทำให้ประเทศไนจีเรียเกือบจะได้รับการประกาศให้เป็นประเทศปลอดโรคโปลิโอซึ่งเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยตายหรือรอดชีวิตเป็นคนพิการแขนขาลีบ  ขอให้รอเพียงอีกไม่กี่สัปดาห์ หากยังไม่พบการติดต่อเชื้อโปลิโอป่าในประเทศนี้อีก องค์การอนามัยโลกก็จะประกาศอย่างเป็นทางการ และถอดชื่อประเทศไนจีเรียออกจากกลุ่มประเทศที่มีโรคโปลิโอเป็นโรคประจำถิ่น  ซึ่งจะทำให้เหลือเพียงประเทศอัฟริกานิสถานและประเทศปากีสถานเพียง 2 ประเทศเท่านั้น

Nigeria sees no Wild Polio Cases for One Year.
Today marks one year since Nigeria last reported a polio case caused by wild poliovirus.  The country is on the brink of eradicating the paralyzing disease.  If no cases are reported in the coming weeks, the World Health Organization is expected to remove Nigeria from the list of countries where polio is endemic, leaving just two: Afghanistan and Pakistan.

Source:  Friday, July 24, 2015 Nigeria reaches one year without polio
 

Monday, July 20, 2015

Pay It Forward


ส่งต่อความดี
ครอบครัว ประเทศ และโรตารีคือองค์ประกอบที่เป็นแม่พิมพ์แห่งชีวิตของราวี ราวินดรัน การได้ทำงานในตำแหน่งประธานโรตารีสากลคือหนทางแห่งการตอบแทนแม่พิมพ์ทั้งสามนี้

Pay It Forward from Rotary International on Vimeo.
การแนะนำตัว
ก่อนขึ้นแสดงสุนทรพจน์ เคอาร์ "ราวี" ราวินดรันไม่ต้องการให้มีการแนะนำเขาด้วยถ้อยคำที่หรูหราหรือเกินจริง เพราะมันทำให้เขาวางตัวลำบาก  ประธานโรตารีสากลประจำปี ๒๕๕๘-๕๙ พอใจกับการกล่าวประวัติแบบเรียบง่ายและคำกล่าวที่น่าเชื่อถือมากกว่า ถ้าเขาเลือกทำตามใจตัวเองได้ บทความนี้คงไม่ได้รับการจัดทำและแบ่งปันให้พวกเราได้อ่าน 


ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหยุดยิงระหว่างสงครามกลางเมืองประเทศ ศรีลังกา เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้มีเวลาเข้าปฏิบัติหน้าที่ในการรณรงค์หยอด วัคซีนโปลิโอ ที่เอกสารความตกลงฉบับนั้นเตรียมขึ้นจากโต๊ะทำงานของเขา ซึ่งเขาคิดว่านั่นเป็นเพราะคนหลายฝ่ายได้ช่วยให้มันเกิดขึ้น  หรือการสร้างโรงเรียนจำนวน ๒๓ แห่งเพื่อเด็กนักเรียนจำนวน ๑๔,๐๐๐ คน ซึ่งก็เป็นโครงการที่เขาเพียงบังเอิญเข้าไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมการ  การทำธุรกิจการพิมพ์ฉลากสินค้าที่เริ่มจากโรงพิมพ์ขนาดพอ ๆ กับโรงจอดรถมาเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมหีบห่อที่ใหญ่ระดับโลกที่ มีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมชาซีลอนเติบโตในตลาดโลก นี่ก็เป็นเพียงการเอาตัวเข้าไปผูกพันถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น
"บางทีมีคนแนะนำผมว่า เป็นคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง" ราวินดรัน ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสโมสรโรตารีโคลัมโบกล่าว "คุณต้องเป็นคนที่มีอัตตาสูงทีเดียวที่จะยอมรับว่าเป็นคนสร้างตัวเองขึ้นมา ได้  เพราะเราแต่ละคนนั้นถูกสร้างขึ้นมาได้ด้วยคนที่ให้ความช่วยเหลือเรา  ให้เราได้เป็นบุคคลอย่างที่เป็นอยู่ เหตุผลหนึ่งที่ผมทำงาน มากมายในโรตารีก็เพราะมีคนให้ความช่วยเหลือผมมาก และบ่อยครั้งที่ความช่วยเหลือนั้นผมไม่มีวันตอบแทนกลับคืนได้"  เขาอธิบาย "ทางเดียวที่คุณทำได้คือช่วยคนอื่นต่อไป  เมื่อคนที่ผมให้ความช่วยเหลือถามกลับมาว่า "แล้วผมจะตอบแทนคุณได้อย่างไร"  ผมจะพูดกับเขาว่า "ก็ช่วยเหลือคนอื่น ๆ ต่อไปซิครับ"
สำหรับราวินดรันแล้ว การส่งต่อความดีนั้นไม่ใช่แค่แฟชั่น มันเป็นเหมือนวิถีชีวิตมากกว่า คำขวัญประจำปีของเขา "เป็นของขวัญแก่ชาวโลก" คือความคิดรวบยอดปรัชญาชีวิตที่เขาเชื่อมั่น
ประวัติส่วนตัวที่นี่คือสวรรค์  เส้นทางที่ชวนเวียนหัว พาเราขึ้นสูงถึง ๕๐๐๐ ฟุต ผ่านท้องนา เหมืองแร่อัญมณี และในบางจุดมีโขลงช้างรวมตัวกันอยู่ในทุ่งหญ้า เสียงน้ำตกกึกก้องเบื้องบน หนทางดินลูกรังขรุขระนำไปสู่อาณาเขตไร่ชาของครอบครัวราวินดรัน พุ่มต้นชาปลูกครอบคลุมหุบเขาทั้งลูกแบ่งเป็นระดับลดหลั่นกัน น่าชม  ขณะนี้เราอยู่ขอบโลกที่สูงกว่าระดับก้อนเมฆ เหมือนฉากหนึ่งในภาพยนต์ที่เห็นกันสด ๆ

ที่ดินแห่งนี้เรียกว่า "เคลเบิร์น" อยู่ห่างจากไร่ชาของธอมัส ลิปตันเพียงหนึ่งไมล์ ใช่แล้วที่นี่แหละที่ปลูกชาลิปตัน เขาเริ่มต้นปลูกชาซีลอนกันที่นี่  ราวินดรันมักจะพาแขกของเขาไปเยี่ยมโรงงานผลิตใบชาแห่งแรกของลิปตัน ซึ่งเป็นอาคารยาวสีขาว ที่มีเสียงหึ่งของสายพานลำเลียง เครื่องอบแห้งและพัดลม
คุณตาของของราวินดรันปลูกชาในเขตเคลเบิร์นตั้งแต่คริสต์ ศักราช ๑๙๕๐ เขาคือคนศรีลังการุ่นแรก ๆ ที่ซื้อไร่ชาจากพวกอังกฤษในท้องที่แถบนี้  หลังจากราวินดรันเรียนจบวิทยาลัยโลโยลาในเชนไนประเทศอินเดีย ได้รับปริญญาทางธุรกิจ เขากลับมาที่บ้านนี้และเรียนรู้การทำธุรกิจของครอบครัว วันแห่งการทำงานที่ยาวนานเริ่มตั้งแต่ตอนตีห้าครึ่ง หน้าที่ที่มอบหมายไว้ล่วงหน้าเริ่มจากการเดินเท้าสำรวจพื้นที่ เยี่ยมชมโรงงาน  สำหรับราวินดรันแล้วการทำเช่นนี้เน้นย้ำให้ตระหนักถึงคุณค่าของการทำงาน หนัก และการมุ่งปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจิตเมตตา  "ผมระลึกเสมอว่าผมผูกพันกับคนในอาณาเขตไร่ชานี้อย่างลึกซึ้ง และผมแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในชีวิตของพวกเขา หาหนทางจุนเจือรายได้ให้แก่พวกเขา และปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัย" เขากล่าว

ราวินดรันและครอบครัวของเขาตั้งใจให้เขาค่อย ๆ เติบโตในกิจการปลูกชา แล้วค่อยไปอยู่ที่สำนักงานใหญ่ โชคร้านที่ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ รัฐบาลสังคมนิยมที่เข้าปกครองประเทศศรีลังกามีนโยบายปฏิรูปที่ดิน ยึดคืนที่ดินที่เป็นไร่ชาทั้งหมด ครอบครัวของเขา จากเดิมที่เคยถือครองที่ดินไร่ชาอยู่หลายพันเอเคอร์ (๑ เอเคอร์เท่ากับประมาณ ๒.๕ ไร่) อนุญาตให้ครอบครองได้เพียง ๕๐ เอเคอร์  ราวินดรันจึงต้องตกงานในเวลาต่อไปเขาย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองหลวงโคลัมโบ และช่วยงานด้านการพิมพ์ของครอบครัว ซึ่งจัดพิมพ์เอกสารบัญชีและแบบฟอร์มที่ใช้ในไร่ชาด้วย  แต่ราวินดรันเป็นคนไม่อยู่เฉย  เขารู้ว่าสินค้าใบชาที่ส่งออกจากศรีลังการนั้นส่งออกเป็นกระสอบแล้วนำไป บรรจุหีบห่อในขนาดเล็กลงที่อื่นเพื่อขายต่อให้ลูกค้าในยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา  เขาคิดว่าหากเรามีระบบการผลิตวัสดุหีบห่อที่ดีมีคุณภาพสูงในศรีลังกา ธุรกิจชาก็จะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นในประเทศนี้ เพราะต้นทุนต่ำกว่า  เขาจึงดำเนินการจัดตั้งบริษัทขึ้นอีกแห่งหนึ่งเพื่อผลิตวัสดุหีบห่อ แผ่นป้าย ถุงใส่ใบชาและกล่องบรรจุที่มีคุณภาพสูง นี่จะเป็นโอกาสที่จะพลิกฟื้นอุตสาหกรรมชาในประเทศนี้ให้ก้าวหน้าเป็นอย่าง มาก
คนจำนวนมากมอบความไว้วางใจเขา หุ้นส่วนคนหนึ่งในบริษัท (และเดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นเพื่อนและพี่เลี้ยง) คือผู้ก่อตั้งบริษัทชาดิลมาห์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก มาร่วมลงทุนกับเขาทั้งที่แทบจะไม่รู้จักเขาเลย ผู้จัดการธนาคารแห่งก็ยอมเสี่ยงกับเขาตั้งแต่แรก ๆ พวกเขาเป็นสมาชิกสโมสรโรตารีเดียวกัน ภริยาของราวินดรัน คุณวรรณธี ผู้ซึ่งเขาได้พบครั้งแรกตอนเรียนที่วิทยาลัยและแต่งงานกันที่โคลัมโบ ลูก ๆ ของเขาได้แก่ กฤษณะกับประฌานธี ทั้งหมดให้การสนับสนุนการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมง อีกทั้งยังมีอนาคตที่ไม่แน่นอนของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น นี้ทุกวันนี้บริษัทนี้คุยได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ สำหรับผลิตภัณฑ์ชารายใหญ่ที่สุดในโลก ใบชาที่ได้รับการเพิ่มมูลค่า หรือผลิตภัณฑ์ชาที่ผ่านกระบวนการบรรจุหีบห่อในศรีลังกาแทนที่จะไปบรรจุใน ประเทศอื่น เดี๋ยวนี้กลายเป็นสินค้าที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศนี้
บนพื้นโรงงานที่แผ่ขยายออกกินพื้นที่กว้างขวางของโรงงาน ปรินท์แคร์ ที่นี่เครื่องพิมพ์และเครื่องบรรจุผลิตภัณฑ์ชาอันทันสมัยส่งเสียงคำรามเป็น จังหวะเหมือนรถไฟสายด่วน  กล่องบรรจุหลากสีสรรรอบ ๆ ตัวเรา สีแดงสำหรับชา "ไทฟู" ส่งไปยังร้านของชำในประเทศสหราชอาณาจักรอังกฤษ สีเขียวยี่ห้อ "ดิวมาห์" สำหรับยุโรป  สีฟ้า "เทตลี่" สำหรับออสเตรเลีย  เครื่องจักรอีกชุดหนึ่งทำหน้าที่จ่ายซองบรรจุชาที่ทำงานได้มากถึง ๑๐๐ ล้านซองต่อวัน
ราวินดรันพูดติดตลกว่าใคร ๆ มักเรียกเขาว่า ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสวน เพราะเขาเป็นคนที่ชื่นชอบความเขียวขจีของภูมิสถาปัตยกรรมและน้ำพุที่เขา สร้างไว้หลังจากที่ซื้อที่ดินผืนนี้จากโรงงานผลิตยางรถยนต์ เดิมในปี พ.ศ.๒๕๔๗ เปลี่ยนพื้นที่ ๒๕ ไร่ของโรงงานเก่าแห่งนั้นให้เป็นโอเอซิส
ปรินท์แคร์ทำธุรกิจกับลูกค้าทั่วโลกเช่น ยูนิลิเวอร์ ทาร์เกต ฮอลมาร์ค และทวินนิ่งส์ โดยผ่านโรงงานหลายแห่งทั้งในศรีลังกาและในอินเดีย ไม่แน่นักว่าสินค้าที่ท่านมีอยู่ในตู้เก็บของในครัวอาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่าน การบรรจุจากโรงงานแห่งหนึ่งของเขาก็เป็นได้
"หากเป็นเรื่องของเทคโนโลยีและสไตล์การบริหารแล้ว เขาคือผู้นำวิสัยทัศน์ตัวจริง" ผู้จัดการท่านหนึ่งในบริษัทของเขากล่าว  "หากเขาจับโครงการใดมาทำ เขาต้องทำตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนจนถึงนำแผนไปปฏิบัติ และงานนั้นจะต้องเสร็จภายในเวลาที่กำหนด เขามีคนที่มีบุคคลิกความเป็นผู้นำอย่างสมบูรณ์ และยังเชื่อในวิถีทางแห่งการแบ่งปัน"ราวินดรันยังนำเอาแนวทางการทำทุนสมทบแบบเดียวกับที่มูลนิธิ ใช้อยู่ตอนนี้ ในการให้ความช่วยเหลือชุมชนของเขาเอง โดยบริษัทจะสมทบทุนให้กับทุนที่หาได้โดยคนงานทั้ง ๗๐๐ คนของเขาบนพื้นฐานข้อตกลงในการร่วมกันทำโครงการที่เห็นชอบ ซึ่งส่วนใหญ่คือโครงการนำ้และสุขาภิบาลในเขตโรงเรียน  ลูก ๆ ของคนงานที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับที่กำหนดจะได้รับหนังสือ เรียนฟรี รับค่าเดินทางฟรี และรองเท้าฟรีเพื่อใส่ไปเรียนหนังสือ (ส่วนค่าเล่าเรียนในศรีลังกานั้นฟรีอยู่แล้ว)
ในปี พ.ศ.๒๕๕๗ ปรินท์แคร์ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน ๑๕ บริษัทในศรีลังกาที่คนอยากทำงานด้วยที่สุด และตัวราวินดรันเองได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้นำธุรกิจแห่งปี  "ปฏิบัติต่อคนด้วยความรักและเคารพ แล้วเขาจะทำเช่นเดียวกันกลับคืน" นี่คือคำกล่าวของราวินดรัน  "เขาดูแลคนของเขา และเอาใจใส่พวกเขาอย่างดี"  ผู้จัดการอีกคนหนึ่งกล่าว
"มันไม่มีประโยชน์ที่จะมาทำงานเพื่อหาเงิน เสร็จแล้วก็กลับบ้าน" ราวินดรันขยายความ  "ใคร ๆ ก็ทำอย่างนั้นได้  ชุมชนรอบ ๆ ตัวเราต้องได้ประโยชน์จากการที่มีบริษัทของเราตั้งอยู่ที่นั่นด้วย"ในการประชุมสโมสรโรตารีโคลัมโบครั้งแรกของปี ๒๕๕๘ ต้นคริสต์มาสขาววางเรียงรายตลอดโถงทางเดินของโรงแรม และโต๊ะวางอาหารบุฟเฟท์ก็กินเนื้อที่หนึ่งในสามของห้องประชุมซึ่งนี่เป็น เรื่องปกติสำหรับประเทศศรีลังกา  สโมสรแห่งนี้จะเฉลิมฉลองการครบรอบปีที่ ๘๖ เร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นวันที่มีความหมายต่อประเทศนี้อีกวันหนึ่ง  เพราะสโมสรแห่งนี้ได้ก่อตั้งองค์กรเพื่อการป้องกันวัณโรคแห่งชาติ  ตั้งธนาคารเลือดแห่งชาติแห่งแรก สมาคมต่อต้านยาเสพติด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นตอนที่ราวินดรันเป็นนายกสโมสร ล่าสุดได้ก่อตั้งศูนย์ตรวจหาและป้องกันมะเร็งแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศ (ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านได้ให้บริการตรวจไปแล้ว ๓๕,๐๐๐ ราย โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ในจำนวนนี้มีถึง ๗,๕๐๐ รายที่ตรวจพบอาการที่ควรได้รับการตรวจเข้มข้นเพิ่มเติม หุ้นส่วนสำคัญในโครงการนี้คือสโมสรโรตารีเบอร์มิงแฮม แห่งรัฐอะลาบามา สหรัฐอเมริกา ซึ่งราวินดรันเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ด้วย)

ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ ในขณะที่ทำงานในไร่ชา ราวินดรันได้เข้าร่วมก่อตั้งสโมสรโรตารีบันดาราวีลา ซึ่งเป็นสโมสรแห่งแรกที่ตั้งอยู่พื้นที่สูงที่อยู่ห่างไกลจากทุกสิ่ง คุณปู่ของเขาเป็นโรแทเรียน  คุณพ่อก็เป็น แต่สำหรับเขาซึ่งตอนนั้นอายุเพียง ๒๑ ปี คิดแต่เพียงร่วมโรตารีเพื่อเพื่อนและความสนุกสนาน ไม่คิดเรื่องบำเพ็ญประโยชน์เลย

แม้ถึงวันนี้ หลังจากได้ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ มานานหลายปี เป็นประโยชน์กับคนนับพัน งานโรตารีที่ถูกใจราวินดรันมากที่สุดคือการได้พบบุคคลจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และได้คุยกันจนดึก "มุกตลกของเขาเหมือนมีอยู่ในสายเลือด" อับบาส เอสซีฟฟาลลี เพื่อนสนิทคนหนึ่งกล่าวเมื่อราวินดรันย้ายไปอยู่โคลัมโบ เขาจึงย้ายเข้าอยู่กับสโมสรที่สังกัดในปัจจุบันและเริ่มบทบาทความเป็นผู้นำ ในสโมสรนั้น  สำหรับเอสซัฟฟาลลีแล้ว โรตารีคือหนึ่งในมากกว่าสิบกิจกรรมเสริมที่เขาชอบ แต่สำหรับราวินดรันโรตารีคือกิจกรรมที่เขาลุ่มหลง "เขาไม่เคยละความสนใจ เขาจดจ่ออยู่แต่กับโรตารีและเพื่อน ๆ และการบำเพ็ญประโยชน์ในชุมชน" เอสซัฟฟาลลีกล่าว
ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ เกิดสงครามขึ้นระหว่างกองกำลังรักษาอธิปไตยศรีลังกาและกบฎพยัคทมิฬอีแลม ซึ่งเป็นกองกำลังกบฎที่ต้องการแบ่งแยกประเทศฝ่ายเหนือและ ตะวันออก (กองกำลังกลุ่มนี้ริเริ่มการต่อสู้ด้วยการใช้ระเบิดฆ่าตัวตาย) การต่อสู้กันนานกว่า ๒๕ ปีก่อนที่สงครามนี้จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ มีคนตายมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน และอีกหลายแสนคนต้องอพยพหนีภัยสงคราม และตัวเลขในปี ๒๕๕๗ ยังมีอีก ๙๐,๐๐๐ คนที่ไม่สามารถกลับบ้านได้
ความขัดแย้งนั้นมีสาเหตุฝังรากอยู่ในความตรึงเครียดระหว่าง ชนกลุ่มน้อยทมิฬและประชาชนส่วนใหญ่ที่มีเชื้อสายสิงหล  แต่เรื่องชนกลุ่มน้อยนั้นไม่ใช่เรื่องแบ่งแยกสำหรับโรตารี  และแม้ว่าในสโมสรโรตารีสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นชาวสิงหล ผู้นำสโมสรโรตารีในศรีลังกาก็ผ่านการเลือกตั้งทั้งที่เป็นสิงหล ทมิฬ หรืออิสลาม รวมทั้งราวินดรันซึ่งมีเชื้อสายทมิฬ  "ในโรตารี เราไม่แบ่งแยกเรื่องศาสนา เชื้อชาติ หรือภาษา ทุกคนเป็นชาวศรีลังกา และเขาเลือกสมาชิกที่ดีที่สุดที่มีอยู่เป็นผู้นำ"  ราวินดรันกล่าวว่า "พวกคุณคงสงสัยว่า ทำไมเราจะใช้วิธีการโรตารีนี้ กับประเทศของเราได้หรือไม่"
ความขัดแย้งที่มีอยู่ไม่สามารถหยุดยั้งความพยายามของโรตารี ที่จะให้ความช่วยเหลือเด็ก ๆ ในประเทศศรีลังกา  ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ รัฐบาลวางแผนรณรงค์สร้างภูมิต้านทานโปลิโอให้กับเด็ก ๆ แล้วกำหนดวันรณรงค์โดยพิจารณาปฏิบัติเฉพาะพื้นที่ ๆ ไม่ได้รับผลกระทบของสงคราม ซึ่งนั่นหมายถึงเด็กจำนวนหนึ่งในสามของประเทศจะอยู่นอกโครงการนี้  ผู้นำโรตารีในขณะนั้นซึ่งรวมถึงราวินดรันในฐานะที่เป็น ประธานโปลิโอแห่งชาติศรีลังกา จึงได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับยูนิเซฟ เพื่อสร้างเส้นทางการสื่อสารกับกลุ่มกบฎ เพื่อเจรจากำหนดวันหยุดยิง  และผลที่ตามมาคือเด็กเกือบทั้งประเทศได้รับวัคซีน นอกจากนี้เหตุการณ์สึนามิในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ราวินดรันยังนำเหล่าโรแทเรียนในศรีลังกาตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือที่กระจาย ไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นจากกองทุน ๑๒ ล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นการให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่เป็นชนกลุ่มน้อยทั้งหมด
สมาชิกสโมสรโรตารีโคลัมโบกล่าวว่าราวินดรันมีมาตรฐานสูงกับ ความคาดหวังในผู้คนที่เขาพบปะ  และพวกเขามักเป็นเช่นนั้น  "เขามีทัศนคติแบบที่ว่า 'ไม่ต้องมาบอกผมว่าทำไมคุณทำไม่ได้' " ดิเรก เดอ เอส. วิชัญญรัตน์กล่าว  เสริมด้วยรัสลี ฮัสเซน  "เขามีพรสวรรค์ในการทำให้ความฝันและวิสัยทัศน์ของเขาเป็นความฝันและวิสัย ทัศน์ของคุณ  'มันจะไม่ใช่ผลงานของผม แต่เราทำมันด้วยกัน' "
ถ้าจะมีสักเรื่องหนึ่งที่ทำให้ราวินดรันเสียใจกับการรับ ตำแหน่งประธานโรตารีสากล ก็คงเป็นคำตอบพร้อมรอยฉีกยิ้มที่กว้างปลายหูข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง ว่าคือการที่เขาจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับ "ไรก้า" หลานคนโปรดที่เพิ่งเกิดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา  การย้ายไปอยู่ที่สำนับงานใหญ่โรตารีที่อีแวนสตัน รัฐอิลลินอยส์ เขาจะไม่ได้สัมผัสกับชีวิตช่วงเช้าที่เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับไรก้า (ราวินดรันและวานาธีอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับกฤษณะและภรรยาของ เขา นีชา และลูกของพวกเขา ไรก้า ส่วนประชานธีกับสามี คิโคลาส แมทเธียร์อยู่ในสิงคโปร์)  "วานาธีกับผมอยากจะอยู่กับไรก้าในช่วงสองขวบแรก" เขากล่าว "แต่ ก็ยังมีเวลาอีกมากที่จะกลับไปเชื่อมต่อชดเชยเวลาให้เธอและเชยชมเธอให้หนำใจ"
ภาพสงครามกลางเมืองถูกทิ้งไว้กับอดีต ศรีลังกากำลังเจริญเติบโต การลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นตลอดเวลาพร้อมกับการเจริญเติบโต ของเมืองหลวงโคลัมโบ บังเกอร์และจุดตรวจต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนไปเป็นสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น และห้างสรรพสินค้า พื้นที่ดี ๆ กำลังเป็นที่ติดตั้งเครนขนาดใหญ่เพื่อสร้างโรงแรมห้าดาว แม้กระทั่งโรงแรมโกลเฟสที่เก่าแก่ที่สุดและที่เป็นสถานที่ประชุมครั้งแรกของ สโมสรโรตารีโคลัมโบในปี พ.ศ.๒๔๖๒ ก็ยังต้องดำเนินการปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่ การเปลี่ยนถ่ายอำนาจการปกครองหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม ที่ผู้ปกครองประเทศเดิมสูญเสียอำนาจไป เปิดโอกาสให้มีการดำเนินการให้การสันติภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต  ภาพชายหาดดั้งเดิม ผืนป่าที่มีอยู่ และโบราณสถานต่าง ๆ ที่ซึ่งมาร์โค โปโลเคยตั้งฉายาให้ว่าเป็นเกาะที่สวยที่สุดในโลก และนิตยสารฟอร์บส์จัดให้เป็นหนึ่งในสิบประเทศที่น่าเยี่ยมเยือนที่สุดในปี ๒๕๕๘ สิ่งเหล่านี้กำลังปลุกชีวิตการท่องเที่ยวศรีลังกาอีกครั้ง  "เราทุกคนต่างตื่นเต้นกับอนาคตของศรีลังกา" ราวินดรันกล่าว
เมื่อมาดำรงตำแหน่งประธานโรตารีสากล ราวินดรันตั้งใจจะส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศศรีลังกาให้เห็นเด่นชัดยิ่ง ขึ้นในแผนที่โลก  "เพลงชาติศรีลังกาจะดังกระหื่มในทุก ๆ ประเทศที่ผมไปเยี่ยม  ธงชาติจะโบกสะบัดทุกหนแห่ง ธงชาติศรีลังกาจะโบกสะบัดนอกสำนักงานใหญ่โรตารี"  เขากล่าว "โอกาสที่จะตอบแทนประเทศของผมมากกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว"
ราวินดรันกล่าวว่าเขาไม่ได้คาดหวังที่จะมอบความเป็นประธาน โรตารีให้กับองค์กรนี้เท่านั้น  เขาหวังว่าจะใช้ทักษะที่มีอยู่ทำให้องค์กรนี้ดียิ่งขึ้นกว่าตอนที่เขาได้ รู้จักโรตารี  และตอบแทนผู้คนต่าง ๆ ที่เขาเป็นหนี้บุญคุณ  "โรตารีเป็นแม่พิมพ์ของผม" เขากล่าว "โรตารีเปลี่ยนผม และนี่เป็นเหตุผลว่าสิ่งที่ผมทำในตอนนี้เพื่อโรตารีจะมากกว่าสิ่งที่ผมได้ รับเป็นร้อยเท่า"

http://therotarianmagazine.com/pay-it-forward/